ตะแบกนา (Crepe Myrtle)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia floribunda Jack

ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร เปลือกต้นสีเทาหรือเทาปนขาว แตกเป็นสะเก็ดและหลุดล่อน

ใบ : เดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม ปลายเส้นแขนงใบจรดกับเส้นถัดไปก่อนถึงขอบใบ ใบอ่อนสีแดงและมีขนใบแก่เกลี้ยง

ดอก : ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง กลีบดอกยับย่น สีม่วงปนชมพู ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ออกดอกเดือนมิถุนายน-ตุลาคม

ผล : ผลแห้งแตกกลางพู แตกเป็น 6 เสี่ยง ผลรูปร่างรี มีขนปกคลุมประปราย

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : โคนต้นมักเป็นพูพอน เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือรูปไข่ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในสวน สาธารณะ และริมถนน ให้ดอกสวยงาม

ชื่อวงศ์ : Lythraceae

ประโยชน์ : เนื้อไม้ละเอียดแข็ง ใจกลางมักเป็นโพรง ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่รับน้ำหนัก เสา กระดานพื้น และเครื่องมือการเกษตร และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
สรรพคุณทางสมุนไพร : รากต้นกินเป็นยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ เปลือกชมดื่มแก้ท้องร่วง

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสระบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : พบทั่วไปในป่าผสมผลัดใบชื้น ป่าดิบ ป่าบุ่งทามทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นพืชทนแล้ง ควรปลูกในดินร่วนและสีแสงแดดจัด

ชมพูพันธุ์ทิพย์ (Pink Trumpet)



ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Tabebuia rosea (Bertol) DC.

ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร

ใบ : ใบประกอบแบบนิ้วมือเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก มี 5 ใบย่อย ปลายใบเรียวแหลม

ดอก : ออกเป็นช่อกลีบดอกสีชมพู เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกกันเป็น 5 แฉกเส้นผ่าศูนย์กลางดอกบานประมาณ 3 ซม. ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

ผล : เป็นฝักกลมแบน ยาว 10-15 ซม. เมล็ดมีปีก

ชื่อวงศ์ : Bignoniaceae

ประโยชน์ : เนื้อไม้สีเหลืองอ่อนสวยนำมาทำเฟอร์นิเจอร์เติบโตเร็ว

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ซึ่งงอกง่ายและมีอัตราเจริญโตเร็ว

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วประเทศ

กระถินณรงค์ (Auri)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Acacia auriculaeformis A. ex Benth.

ไม่ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 25 เมตร เปลือกต้นสีเทา แตกเป็นร่องตามยาว

ใบ : ใบจริงเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น จะพบในระยะที่เป็นต้นกล้าเท่านั้นและจะหลุดร่วงไป เหลือแต่ก้านใบซึ่งเปลี่ยนรูปร่างไป เพื่อทำหน้าที่แทนใบ รูปขอบขนานหรือรูปเคียว เรียวหัวเรียวท้าย เนื้อหนาคล้ายแผ่นหนังสีเขียวเข้ม เกลี้ยงเป็นมัน

ดอก : ออกเป็นช่อกระจะรูปทรงกระบอกคล้ายหางกระรอกออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิ่มหอม ออกดอกตลอดปี

ผล : เป็นฝักแบน บิดม้วนงอ เมื่อแก่จะแตกออก ภายในมีเมล็ดสีดำเป็นมัน ก้านเมล็ดเป็นเส้นสีส้ม คุณค่าทางสถาปัตยกรรม เป็นไม้โตเร็ว เรือนยอดแผ่กว้าง รูปร่างไม่แน่นอน แตกกิ่งก้านห้อยย้อยลง เหมาะสำหรับปลูกเป้นไม้ประดับและไม้ให้ร่มตามริมถนน

ชื่อวงศ์ : Leguminosae – mimosoideae

ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้เผาถ่าน ทำเฟอร์นิเจอร์ สามารถปลูกเป็นสวนป่า หรือปลูกเป็นไม้สำหรับฟื้นฟูดินที่มีสภาพเสื่อมโทรมได้ดี

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทุ่งหญ้าของประเทศปาปัวนิวกินี ไปจนถึงเขตทางเหนือในออสเตรีย เป็นไม้ทนดินเค็มและทนต่อสภาพน้ำท่วมขังได้ดี

มะยม (Gooseberry Tree, Star Gooseberry)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus acidus (L.) Skeels

ภาคอีสานเรียกว่า หมากยม ภาคใต้เรียกว่า ยม ไม่ต้นผลัดใบ ขนาดเล็กสูง 8-10 เมตร เปลือกต้นสีเทา มีปุ่มขนาดเล็กกระจายทั่วไป

ใบ : เดี่ยว เรียงสลับบนกิ่งเล็กๆ ซึ่งเรียงเวียนเป็นกระจุก แต่ละก้านมีใบย่อย 20 – 30 คู่ ใบรูปขอบขนานกลมหรือค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนปลายใบแหลม ฐานใบกลมหรือมน ขอบใบเรียบ

ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกเล็ก ๆ ตามกิ่งและลำต้น ดอกแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกสีเขียวอ่อนหรือสีชมพูอมแดง ออกดอกตลอดปี

ผล : สีเหลืองอมเขียว รูปร่างกลมแป้นขนาด 1-2 ซม. มีเนื้อฉ่ำน้ำ คุณค่าทางภูมิสถาปัตกรรม: แตกกิ่งแผ่กว้าง เรือนยอดโปร่ง ปลูกเป็นไม้ผลและไม้มงคลตามบ้าน เมล็ดรูปร่างกลม แข็ง สีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ด

ข้อควรระวัง  รากมะยมมีพิษ  ใช้เป็นยาเบื่อสัตว์ได้  โดยตำผสมกับอาหาร  ถ้าคนกินจะเกิดอาการเมา  คลื่นเหียนอาเจียนได้

เกร็ด  มะยมเป็นไม้มงคลที่ควรปลูกในทิศตะวันตก  จะทำให้มีคนนิยมชมชอบ  มีเมตตามหานิยม  ในงานพิธีต่าง ๆ มักนำใบมะยมมามัดรวมกันและใช้ประพรมน้ำมนต์  ถ้ารูดใบออกให้เหลือแต่ก้านก็ตีเจ็บนักแล  บ้างก็ใช้ในพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อให้คนรักใคร่  โดยนำเนื้อไม้มะยมมาแกะสลักเป็นตุ๊กตาเล็ก ๆ คู่กับตุ๊กตาที่ทำจากไม้รัก  ใส่ในขวดเล็ก ๆ แช่น้ำมันจันทน์  แล้วนำมาปลุกเสก

ชื่อวงศ์ : Euphorbiaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนที่มีสีแดงเรื่อมีรสฝาดมัน กินกับน้ำพริก ส้มตำ ลาบ อาหารรสจัดต่าง ๆ หรือนำมาชุบแป้งทอด ให้ฟอสฟอรัสและวิตามินซีสูง ชาวญวนใช้ใบมะยมสดมาห่อแหนมก่อนห่อด้วยใบตอง เพราะทำให้มีรสเปรี้ยวช้า เก็บได้นานโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น ส่วนผลมีในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน ใช้ปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว เช่น แกงคั่ว หรือใส่ในส้มตำแทนมะละกอ และกินเป็นผลไม้ ถ้ามีมาก นำมาเชื่อม ดอง กวน ทำแยม กินเป็นขนม หรือทำเครื่องดื่ม ให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินซีพอสมควร

สรรพคุณทางสมุนไพร : ส่วนต่างๆนำมาปรุงเป็นยาได้ ดอก นำมาต้ม กรองเอาแต่น้ำ ใช้ล้างตาได้ ผลทั้งดิบและสุก รสเปรี้ยว รับประทานแก้ไอ บำรุงโลหิต และระบายท้อง ใบสด ต้มเอาแต่น้ำดื่ม ขับเสมหะ บำรุงประสาท และหากนำใบสดมาต้มรวมกับหมากผู้หมากเมียและใบมะเฟือง ใช้แก้หวัด เปลือกต้นสด ต้มเอาน้ำดื่ม แก้ไข้ทับระดู หรือเอามาต้มน้ำอาบแก้ผดผื่นคัน รากสด ต้มเอาน้ำดื่ม แก้โรคผิวหนัง ขับน้ำเลหือง

ต้นไม้สัญลักษณ์ : คำว่า “ยม” ของต้นมะยมเป็นคำพ้องรูป พ้องเสียง มีความหมายแปลว่า “นิยม” มะยมจึงเป็นต้นไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล คนโบราณนิยมปลูกต้ยมะยมเพราะเชื่อว่าปลูกแล้วจะมีคนนิยมชมชอบ ในตำราพรหมชาติฉบับหลวงระบุว่า คสรปลูกต้นมะยมไว้ทางทิศตะวันตกของบ้านจะช่วยป้องกันผีร้ายไม่ให้มารบกวน บางตำรากล่าวว่าปลูกทางทิศใต้ของบ้านก็ได้ แต่ควรเป็นหน้าบ้านเพื่อให้คนนิยมชมชอบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะต้นมะยมมีผลดกมาก น่าชมน่ามอง

การขยายพันธุ์ : มะยมชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน ทนแล้งได้ดี แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งหรือเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : เชื่อกันว่าเป็นพืชพื้นเมืองของมาดากัสการ์ ปัจจุบันปลูกทั่วไปในประเทศเขตร้อน เติบโตได้ดีทุกชนิด แต่ชอบดินร่วน น้ำไม่ท่วมขัง

มะเฟือง (Carambola)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Averrhoa carambola L.

ไม่ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดเล็ก สูง 3-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม เรียบหรือเป็นตุ่มขรุขขะ กิ่งอ่อนมีขมสั้นนุ่มสีสนิมปกคลุม

ใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มี 5-13 ใบย่อย ใบอ่อนสีม่วงแดง

ดอก : ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบ กิ่งและลำต้น กลีบดอกสีม่วงอมชมพู ออกดอกตลอดปี

ผล : เป็นผลสด รูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 5-15 ซม. ผิวเกลี้ยงเป็นมัน หยักลึกตามยาวเป็นเฟือง 5-6 เฟือง หน้าตัดผลเป็นรูปดาว ผลแก่สีเหลืองอมส้มหรือเหลืองอมเขียว เนื้อผลฉ่ำและกรอบ

ชื่อวงศ์ : Oxalidaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนสีแดงกินเป็นผักสดกับน้ำพริก อาหารรสจัดต่าง ๆ หรือใส่ในแกงส้ม รสฝาดอมเปรี้ยว ผลแก่ใช้ยำหรือฝานเป็นแว่นกินกับแหนมเนือง กินเป็นผลไม้ คั้นเป็นเครื่องดื่มน้ำมะเฟือง ช่วยให้ชุ่มคอ และมีวิตามินซีสูง ต่างประเทศนำผลมาใส่ในจานสลัดหรือใช้ตกแต่งจานอาหาร หรือทำขนม

สรรพคุณทางสมุนไพร : แก่นและรากต้มกินแก้ท้องร่วง แก้ปวดเมื่อย ใบแก้ไข้หวัด ขับปัสสาวะ หรือบดละเอียดทาบริเวณที่เป็นอีสุกอีใส ผลลดการอักเสบบวม ช่วยขับปัสสาวะ ขับระดู ใช้สระผมช่วยบำรุงเส้นผม น้ำคั้นจากผลมะเฟืองและตะลิงปลิงใช้ลบรอยเปื้อนบนมือ เสื้อผ้า และของใช้ต่าง ๆ ได้ดี เมล็ดแก้ปวด ตำรายาจีนกล่าวว่า ผลช่วยลดไข้ ล้างพิษ และช่วยให้อสุจิแข็งแรง แต่ผลมะเฟืองมีกรดออกซาลิกค่อนข้างสูง ไม่ควรกินติดต่อกันนาน เพราะจะทำให้เป็นฝ้า และไม่ควรกินขณะมีประจำเดือน สตรีมีครรภ์ก็แท้งได้

การขยายพันธุ์ : มะเฟืองชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดส่องครึ่งวันเช้าหรือตลอดวัน นิยมขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งมากกว่าเพาะเมล็ด เพราะสามารถให้ผลภายใน 2 – 5 เดือน หลังปลูกลงดิน แต่ต้นที่ได้จะแผ่เป็นพุ่มกว้าง ส่วนต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะสูง

นิเวศวิทยา : น่าจะมีถิ่นกำเนิดในแถบศรีลังกาและหมู่เกาะโมลุกะ ปัจจุบันปลูกทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรปลูกในที่แสงแดดจัด และดินระบายน้ำได้ดี การแก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกายถอนพิษก็ได้ แต่อาจมีโอกาสเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ เนื่องจากสารออกซาเลตในมะเฟืองที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จะไปจับตัวกับแคลเซียมตกเป็นผลึกในไต และยังทำให้เกิดอาการไตวายเฉียบพลันได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภาวะการขาดน้ำของร่างกายด้วย

จำปี (White Chempaka)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Michelia alba DC.

ไม้ต้นไม่ผลัดใบ ขนาดกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร เปลือกต้นสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน มีช่องอากาศและรอยแผลใบกระจายทั่วไป

ใบ : เดี่ยว เรียงสลับในรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 4-9 ซม. ใบเกลี้ยง ก้านใบมีรอยแผลเป็นของหูใบ

ดอก : ออกเดี่ยวๆ ตามซอกใบ ดอกขนาดใหญ่ มีกลีบดอกจำนวนมาก สีขาวนวล กลิ่นหอมเย็น ดอกตูมรูปกระสวย ออกดอกตลอดปี

ผล : เป็นผลกลุ่ม โดยทั่วไปต้นที่ปลูกมักไม่ติดผล

คุณค่าทางภูมิสถาปัตยกรรม : เรือนยอดรูปพีระมิด แน่นทึบปลูกเป็นไม้ประดับและไม่ให้ร่มตามอาคารบ้านเรือน สวยสาธารณะ

ชื่อวงศ์ : Magnoliaceae

ประโยชน์ : ดอก นิยมนำมาใช้อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอม เนื้อไม้ ใช้ทำเป็นเครื่องเรือน

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบแห้ง นำมาต้นน้ำดื่มระงับอาการไอ แก้หลอดลมอักเสบ ต่อมลูกหมากอักเสบ และขับระดูขาว ดอก ใช้แก้ไข้ แก้ลม บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต และขับน้ำดี น้ำมันจากดอกใช้ทาแก้ปวดศีรษะและแก้ตาบวม

ต้นไม้สัญลักษณ์ : จำปีเป็นไม้โบราณที่คนไทยนิยมปลูกและเป็นการกล่าวถึงในวรรณคดีไทยแทบทุกเรื่อง คนไทยโบราณนิยมนำดอกจำปีมาร้อยกับทางมะพร้าวเป็นช่อยาว หรือร้อยเป็นอุบะ ทั้งแบบอุบะขาเดียวและแบบอุบะตุ้งติ้ง เพื่อใช้บูชาพระและประกอบในงานพิธีมงคลต่างๆ

การขยายพันธุ์ : ตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกาเขตร้อน