มะกรูด (Kaffir lime)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Citrus hystrix DC.

ชื่ออื่น : มะขู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), มะขุน มะขูด (ภาคเหนือ), ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้)

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-8 เมตร มีอายุหลายปี เป็นไม้เนื้อแข็ง ลำต้นสีน้ำตาลดำ ทรงต้นโตกว่าต้นมะนาว รูปทรงต้นส้มสา ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย

ใบ : ใบแบ่งเป็น 2 ท่อน เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ โคนใบจะเล็กกว่าส่วนปลายต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นท่อน ๆ ใบสีเขียวแก่พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ รสขม-ร้อนปร่า ใบด้านบนสีเขียวเข้มกว่าใต้ใบ

ดอก : ดอกสีขาวออกเป็นกระจุกตามกิ่ง-ก้านใบ เกสรสีเหลือง มีกลิ่นหอม มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือกผลขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก

ผล : ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ผลโตขนาดไข่เป็ด-ไข่ไก่ ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ผลใหญ่เล็กแล้วแต่ขนาดและสายพันธุ์ พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว

ชื่อวงศ์ : Rutaceae

ประโยชน์ : นิยมนำมาปรุงอาหาร นำผิวลูกมาทำเป็นเครื่องแกงปรุงอาหาร

สรรพคุณทางสมุนไพร : ผิวมะกรูดมาบดผสมกับตัวยาสมุนไพรอื่นๆ ปรุงเป็นยาลม ขับโลหิตระดู แก้วิงเวียน น้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยวช่วยขับเสมหะ กัดเสลด กัดนิ่วทางเดินปัสสาวะ ใบมีน้ำมันหอมระเหย น้ำจากผลใช้ สระผมรักษาชันนะตุ รังแค ทำให้ผมสะอาด

ส้มกุ้ง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Embelia ribes Burm.f. Begonia Inflata, C.B.clarke

ชื่ออื่น ส้มขี้มอด

เป็นไม้ยืนต้นประเภทเครือ ไม่ใช่เถา ไม่มีมือเกาะ อายุหลายปี เถาใหญ่ขนาดสากกระเบือตำพริก ผิวเปลือกลายขรุขระ เถาสีเขียวผิวเรียบเป็นปล้อง ทรงตาไม้มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์

ใบ : ขนาดของใบประมาณ 2 นิ้ว ผิวเรียบลื่น ปลายใบแหลม ใบไม่มีก้านติดกิ่ง ขอบใบไม่หยัก เถาแก่สีเทาอมขาวอมดำ ขึ้นอยู่ถิ่นกำเนิดที่แตกต่างกัน

ดอก : ดอกเป็นขุมติดกับเถาเป็นกระจุก

ผล : ลูกอ่อนสีเขียวขาว ผลแก่สุกสีเข้มชมพูดำๆ ขนาดเม็ดมะเม่าใหญ่

รส-กลิ่น : ใบยอดอ่อนใส่ต้ม แกงได้รสเปรี้ยว กลิ่นเปรี้ยวหอม เปลือกต้นรสฝาดอมเปรี้ยว กระพี้และเนื้อไม้กลิ่นหอมอมเปรี้ยว ผลสุกมีรสเปรี้ยวหวาน

ชื่อวงศ์ : BEGONIACEAE,MYRSINACEAE

ประโยชน์ : ผลสุกกินได้ เป็นผลไม้ป่า

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยาระบาย เนื้อไม้และกระพี้ นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มกินน้ำแก้อาการปัสสาวะขัดหรือขุ่น นิ่วกระเพาะปัสสาวะ ชะล้างทางเดินปัสสาวะ และยังมีส่วนเป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้อุจจาระนิ่ม มีรสเปรี้ยว ช่วยแก้ไอ ละลายเสมหะ

นิเวศวิทยา : เป็นไม้ป่าโดยกำเนิด ไม่ชอบดินเหนียว ชอบที่ดอน ดินร่วน ปนทราย ป่าโคก ป่าโปร่ง ภูมิประเทศอีสาน ที่ราบสูงเขตร้อน

สมอไทย, สมออัพยา, ส้มมอ (Myrobalan Wood)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Terminalia chebula Retz. var. chebula

เป็นไม้ยืนต้น เปลือกต้นแตกขรุขระ สีเทา ใบใหญ่ประมาณฝ่ามือ ยาวประมาณ 120 ซม.

ใบ : ยอดอ่อนสีเหลือง อมน้ำตาลมีขนเล็กน้อย เมื่อใบแก่จะไม่มีขน ลูกมีสีเขียวลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม

ผล : ออกผลประมาณเดือน สิงหาคม – ธันวาคม ถ้าจะเปรียบเทียบลักษณะจะคล้ายต้นรกฟ้า

รส-กลิ่น : ใบรสฝาด เปลือก แก่น กระพี้ รสฝาด เมล็ดมีรสฝาด เนื้อลูกรสเปรี้ยว กลิ่นฝาดอมเปรี้ยว

ชื่อวงศ์ : COMBRETACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบใช้สมานแผล แก้ท้องเสีย เปลือกของลำต้น เมล็ด และแก่น ใช้สมานแผลสมานแผลในลำไส้ นิยมนำเปลือกต้มน้ำ แทรกเป็นยาใช้แก้อาการน้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง น้ำกัดเท้า เนื้อหุ้มเมล็ดเป็นยาถ่าย แต่ห้ามใช้สำหรับคนไข้ที่มีอาการท้องเสีย ท้องเดิน

นิเวศวิทยา : ภูมิประเทศแห้งร้อน ป่าโคก ป่าดอนที่ราบสูง

กระดุมผี


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Glochidion rubrum Blume

ชื่ออื่น กือนอง (มลายู-ภาคใต้), ขัดนะ (ตรัง), ตานา (หนองคาย)

ไม้พุ่มหรือไม้ต้น ขนาดเล็ก เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลอมเทา กิ่งก้านห้อยย้อยลง

ใบ : เป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ออกเรียงสลับระนอบเดียวกัน แผ่นใบสีเขียว มีขนประปราย โคนใบมนหรือแหลม ปลายใบแหลม ขนาดใบกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร

ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกตามง่ามใบ ดอกย่อยไม่มีกลีบดอก เป็นดอกไม้สมบูรณ์เพศ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่แยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดอกมีสีเหลืองหรือส้ม

ผล แป้น เปลือกแข็ง เมื่อสุกเป็นสีแดงปละแตกออก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล ออกดอกช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม

นิเวศวิทยา อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย พม่า อินโดจีน และมาเลเซีย

ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACWAE

นางพญาเสือโคร่ง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Prunus cerasoides D.Don

ไม้ยืนต้น สูง 10 เมตร ผลัดใบ เปลือกลำต้นเรียบเป็นมัน สีเหลืองน้ำตาล เยื่อผิวบางหลุดลอกง่าย

ใบ : เป็นใบเดี่ยว รูปไข่ กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 5-12 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนกลม หรือสอบแคบ ขอบจักถี่ๆตอนปลาย ก้านใบมีต่อม 2-4 ต่อม หูใบแตกแขนงคล้ายเป็นริ้วเล็กๆ หลุดร่วงง่าย

ดอก : สีชมพูระเรื่อทั่วทั้งต้น ออกดอกเป็นช่อกระจุกใกล้ปลายกิ่ง ดอกยาวประมาณ 0.7-2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปกรวย กลีบดอกบางเบา 5 กลีบ ยามบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 เซนติเมตร หลุดร่วงง่าย ฤดูที่ออกดอกจะออกราวเดือนมาราคมถึงมีนาคม

ชื่อวงศ์ : ROSACEAE

ต้นไม้สัญลักษณ์ : นางพญาเสือโคร่งได้รับสมญานามมาจากนักพฤกษศาสตร์และผู้คนทั่วไปว่า “ดอกซากุระเมืองไทย” ด้วยออกดอกเต็มต้นคล้ายกับต้นซากุระ และนิยมออกในเขตหนาวจัด นามเรียกขานอื่นของนางพญาเสือโคร่งคือ “ฉวีวรรณ”

นิเวศวิทยา : ขึ้นได้ดีตามยอดเขาสูง จากระดับน้ำทะเล 1,000-2,000 เมตร พบได้บ้างในพื้นที่บางแห่งทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณยอดเขาที่ตั้งพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย

มะม่วง (Mango)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Mangifera indica L.

ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่ม หนาทึบ ทุกส่วนมีน้ำยางใส

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปรีถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ยอดอ่อนของใบเป็นสีน้ำตาลออกแดง

ดอก : ออกเป็นช่อ ยาว 10-30 เซนติเมตร ดอกย่อยเล็กๆมีกลีบดอก 5 กลีบ สีเขียวอ่อนเกือบขาวเหลือง ดอกแยกเพศ มักออกดอกราวเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ พอเข้าหน้าร้อนจะติดผล เป็นลูกดิบสีเขียว มีเมล็ดอยู่ภายใน 1 เมล็ด ถ้าเด็ดลงมาจะมีน้ำยางเหนียวใส กลิ่นหอมอมเปรี้ยว เมื่อสุกกลายเป้นสีเหลืองอมส้มตามแต่สายพันธุ์ มีกลิ่นและรสชาติหอมหวาน หวานอมเปรี้ยว หวานมัน จืดมัน หรือเปรี้ยวจัด

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : ควรปลูกมะม่วงในหน้าฝนจะเจริญและเติบโตได้ดีกว่าฤดูอื่น ชอบดินอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดตลอดวัน ควรปลูกกลางแจ้ง เพราะนอกจากจะรับประทานผลได้แล้วยังเป็นร่มเงาบริเวณหน้าบ้านได้ด้วย หากหมั่นพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งกิ่งก้าน ลิดใบออกบ้างบางส่วน ก็จะทำให้มะม่วงแทงช่อดอก ออกผลมากมาย ช่วงก่อนออกดอกปลายฤดูหนาวมะม่วงต้องกาน้ำน้อยมากหรือแทบไม่ต้องการเลย แต่พอมะม่วงให้ผลในฤดูร้อนแล้วและกำลังเจริญเติบโต ช่วงนั้นต้องให้น้ำค่อนข้างมากและบำรุงเป็นพิเศษ

ชื่อวงศ์ : ANACARDIACEAE

ประโยชน์ : ดอกอ่อนๆ ยอดอ่อน ใบอ่อน และผลดิบ มารับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือยำ หรืออาจะเป็นของหวานทานเล่น ผลมะม่วงสุกนำไปคั้นเป็นน้ำมะม่วง หรือรับประทานเป็นของหวาน เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง นอกจากนี้เนื้อไม้มะม่วงยังนำมาทำเป็นเครื่องเรือน ของตกแต่งบ้าน และดนตรีบางชนิด เช่น ขิม นอกจากบริโภคเป็นผลไม้ทั้งดิบและสุกแล้ว ยอดใบเพสลาดและช่อดอกอ่อนนิยมกินเป็นผักสดกับน้ำพริกหลน อาหารรสจัดต่าง ๆ หรือใช้ทำซ่าผักของชาวเหนือ ให้ฟอสฟอรัสสูง รสเปรี้ยวอมฝาดเล็กน้อยและมีกลิ่นหอม โดยเฉพาะมะม่วงกะล่อน มะม่วงป่า (M. caloneura Kurz) และมะม่วงเบา (M. sp.) ส่วนผลดิบใช้ทำยำ น้ำพริกมะม่วง หรือดองกินเป็นของว่าง ผลสุกกินสดหรือกวนเก็บไว้กินได้นาน มะม่วงดิบจะให้วิตามินซีสูงกว่ามะม่วงสุกที่ให้วิตามินเอสูงมาก

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบสด รสเปรี้ยมชุ่มเย็น ต้มเอาแต่น้ำดื่มแก้ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ท้องอืดแน่น ถ้าใช้ภายนอกนำมาใช้ชะล้างบาดแผลและพอกแผลสดได้ ยางจากลูกและต้น ผสมน้ำส้มหรือน้ำมันทาแก้คัน เปลือกผลดิบ คั่วรับประทานกับน้ำตาล แก้อาการปวดเมื่อยมีประจำเดือน เป็นยาคุมธาตุ เปลือกผลแห้ง บดเป็นผง ผสมน้ำนมและน้ำผึ้ง รับประทานแก้บิด ถ่ายเป็นเลือด และบำรุงอวัยวะภายในเกี่ยวกับการย่อยอาหาร

ต้นไม้สัญลักษณ์ : นิยมปลูกมะม่วงทางทิศใต้ของบ้าน โดยมีความเชื่อว่าหากปลูกมะม่วงเป็นต้นไม้ที่ให้ผลดกชนิดหนึ่ง ทำให้ผู้ปลูกสามารถทำประโยชน์ได้จากมะม่วงเป็นจำนวนมาก มะม่วงจึงเปรียบเสมือนความมั่งคั่งมั่งมีและอุดมสมบูรณ์ ชาวต่างชาติขนานนามมะม่วงว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” เพราะมะม่วงเป็นผลไม้ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการมากมาย มีประโยชน์ นำมาดัดแปลงเป็นอาหารคาวหวานได้หลากหลายชนิด และเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ

การขยายพันธุ์ : มะม่วงชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดจัด ไม่ทนน้ำท่วมขัง และควรมีพื้นที่ปลูกกว้างกว่า 10 ตารางเมตร เพื่อให้ต้นแตกกิ่งก้านได้ดี นิยมขยายพันธุ์ด้วยการทาบกิ่งมากกว่าเพาะเมล็ด เพราะให้ผลได้หลังปลูก 1 – 2 ปี ขณะต้นออกดอกและเริ่มติดผลมักมีเพลี้ยเข้าทำลายและทำให้เกิดราดำ ควรฉีดพ่นน้ำตามช่อดอกอยู่เสมอ และไม่ควรปลูกเพื่อให้ร่มเงาเป็นที่จอดรถ เพราะน้ำยางจะทำให้สีรถด่างและถ้าโดนผิวหนังจะทำให้แสบและเกิดแผลได้

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สะเดา (Neem Tree)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Azadirachta indica Juss var. siamensis Valeton

ชื่ออื่น กะเดา จะตัง สะเดา สะเลียม สะเดาบ้าน

ไม้ยืนต้น ผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ 12-15 เมตร มีเรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกของลำต้นสีน้ำตาลเทาปนดำ แตกสะเก็ดเป็นร่องเล็กๆตามแนวยาวของลำต้น ทุกส่วนมีรสขม สะเดาไทยแตกต่างจากสะเดาอินเดียตรงขนาดของใบ ซึ่งสะเดาไทยจะมีขนาดใบใหญ่กว่าสะเดาอินเดีย และมีเรือนพุ่มค่อนข้างกลม แต่สะเดาอินเดียกลับแตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำนวนมากและรสขมกว่าสะเดาไทย

ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่สีเขียวเข้ม ใบย่อยเป็นรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก

ดอก : ออกเป็นช่อ สีขาวที่ปลายกิ่ง มักผลิใบใหม่พร้อมออกดอก ทยอยบานพร้อมกันทั้งตัน ออกยอดและให้ดอกดกในช่วงฤดูหนาว

ผล : รูปกลมรีอวบน้ำ สีเขียว เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเลหือง ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : สะเดาเป็นไม้ปลูกง่าย โตเร็ว ทนทาน ขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพ ตามพื้นที่ราบโล่ง ไม่ชอบน้ำท่วมขัง จึงนิยมปลูกกลางแจ้ง เพราะชอบแสงแดดจัดและทนแล้งได้ดีมาก ทั้งยังเป็นต้นไม้ที่ไม่มีแมลงมารบกวน

ชื่อวงศ์ : MELIACEAE

ประโยชน์ : ยอดอ่อนและดอกสะเดานิยมใช้รับประทานเป็นผัก โดยนำมาเผาไฟหรือลวกให้สุก กินกับน้ำพริกชนิดต่างๆ หรือน้ำปลาหวาน กินคู่กับปลาดุกย่างหรือกุ้งเผา ให้รสชาติขม แต่ให้คุณค่าทางอาหารสูง แคลเซียม และวิตามินต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้สะเดาเป็นไม้เนื้อแข็ง ทนทาน และไม่มีแมลง จึงนิยมนำมาใช้ในงานก่อสร้างที่รับน้ำหนักได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเพดาน ฝาเรือน เสา คาน เกวียน หรือหีบใส่ของ เป็นต้น

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบอ่อน ใช้รักษาโรคผิวหนัง น้ำเลหืองเสีย ใบแก่ นำมาต้มน้ำใส่เกลือหรือน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อให้รสขมจางลง ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ก้าน ต้มน้ำกินแก้หวัด บำรุงน้ำดี แก้ร้อนใน ดอก แก้รีดสีดวง บำรุงธาตุ แก้พิษโลหิต คันในลำคอ ลูก บำรุงหัวใจ ช่วยให้เจริญอาหาร ฆ่าพยาธิ ปัสสาวะพิการ และแก้ริดสีดวง เปลือกต้น แก้บิด ท้องเดิน แก่น แก้ไข้จับสั่น ไข้ตัวร้อน ราก แก้เสมหะที่เกาะกันแน่นในทรวงอก ยาง ใช้ดับพิษร้อน เมล็ดและใบสะเดานำมาบดละเอียดใส่แอลกอฮอล์ลงไปให้ท่วม แช่ทิ้งไว้ค้างคืนแล้วนำน้ำที่ได้มากรองกับน้ำสบู่ ได้เป็นยาฆ่าแมลงฉีดพ่นพืชผักที่ให้ความปลอดภัยแก่มนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นสารสกัดจากธรรมชาต

ต้นไม้สัญลักษณ์ : สะเดาเป็นไม้ดั้งเดิมที่มีมานานแล้ว ไม่เฉพาะพบตามป่าเบญจพรรณในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังพบทั่วไปในแถบเอเชียอาคเนย์อีกด้วย ชาวฮินดูเรียกสะเดาว่า “นิมะ” ซึ่งหมายถึง สะเดาอินเดีย เป็นสะเาดคนละชนิดกับสะเดาไทย แต่สรรพคุณใกล้เคียงกัน มีปรากฏอยู่ในพุทธประวัติว่า ในพรรษาที่ 11 พระพุทธเจ้าได้จำพรรษาภายใต้ต้นจิมมันทพฤกษ์ ซึ่งก็คือไม้สะเดา(อินเดีย) นั่นเอง

อีกทั้งทางคติอินเดียยังเชื่อว่า หากผู้ใดนอนใต้ต้นสะเดาแล้วโรคภัยไข้เจ็บจะหาย ที่เป็นดังนี้เพราะสะเดาคายน้ำออกมาจะมีสารระเหยบางชนิดที่มีคุณสมบัติปรุงยารักษาโรคได้ ส่วนต่างๆของต้นสะเาดมีรสขม สามารถนำมาทำยาได้ เข้าตำราของไทยที่ว่า ขมเป็นยา นอกจากนี้ สะเดามักขึ้นตามแนวราบโล่งซึ่งเป็นที่ที่สัตว์ร้ายเช่นงู ไม่ชอบอยู่ นักเดินทางในสมัยโบราณจึงนิยมนอนค้างใต้ต้นสะเดา เพราะราบโล่ง โปร่ง และปลอดภัยจากสัตว์ร้ายทั้งปวง คนไทบโบราณนิยมปลูกสะเดาไว้ตามบ้านเรือน เพราะค้นพบคุณประโยชน์มากมายของต้นสะเดา ทั้งปลูกง่าย โตเร็ว ทนทาน และให้ร่มเงา สะเดาจึงถือเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่เชื่อกันว่า หากปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านจะช่วยป้องกันโรคร้าย ส่วนกิ่งและใบของต้นช่วยป้องกันภูตผีปีศาจมิให้มารังควาน สะเดาไทยเป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน ปลูกเพื่อเป็นมงคลประจำจังหวัดสิงห์บุรีและอุทัยธานี

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของไทย ยกเว้นภาคใต้

พะยอม (Shorea)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Shorea rexburghii G.Don

ไม้ยืนต้น ผลัดใบขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร เนื้อไม้แข็ง สีเขียวปนเหลืองอ่อน ลำต้นสีเทาเข้ม เปลือกสีน้ำตาลหรือเทา แตกเป็นร่อง มีสะเก็ดหนาตามลำต้น กิ่งก้านอ่อนเกลี้ยงแตกสาขาเป็นพุ่ม

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปรี ปลายแหลม โคนใบสอบ ท้องใบเป็นเส้นแขนงนูน มองเห็นได้ชัดเจน

ดอก : ออกเป็นช่อ แยกแขนงที่ปลายยอดหรือปลายกิ่ง ดอกสีขาวอมเหลืองอ่อน ห้อยลง กลีบดอกบิดเวียน บานพร้อมกันหมดทั้งต้น ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ออกดอกปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว คือเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

ผล : เป็นผลแห้ง รูปกระสวย มีปีกยาวเหมือนลูกยาง

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : ควรปลูกพะยอมในดินร่วนหือดินปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ถ้าปลูกในดินเหนียวและแฉะจะออกดอกน้อย ชอบแสงแดดจัด ดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องโรคและศัตรูพืชเท่าใดนัก ทั้งยังทนต่อสภาพธรรมชาติได้ดี แต่โตช้า

ชื่อวงศ์ : DIPTEROCARPACEAE

ประโยชน์ : ดอกพะยอมอ่อนๆ นำมาชุปแป้งทอด หรือใส่ไข่เจียวเป็นอาหาร ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับให้ความหอมและความสวยงาม เนื้อไม้แข็ง นิยมนำมาทำเป็นเสา เรือขุด ทั้งยังเป็นไม้ที่ทำให้เกิดเห็ดเผาะ หรือทางเหนือเรียกเห็ดถอบ ส่วนทางใต้เรียกเห็ดพะยอมตามชื่อต้นไม้

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกของต้นพะยอมมีคุณสมบัติเป็นยาฝาดสมาน ใช้แก้ท้องร่วง ลำไส้อักเสบ ดอก ใช้เป็นยาหอม แก้ไข้ แก้ลม และบำรุงหัวใจ
ต้นไม้สัญลักษณ์ : พะยอมเป็นดอกไม้ไทยโบราณที่มีการกล่าวถึงในวรรณคดีหลายเรื่อง เพราะพะยอมออกดอกเป็นช่อ มีลักษณะเป็นพวง จึงนิยมเรียกกันว่า “พวงพะยอม” ความหอมของดอกพะยอมทำให้นางในวรรณคดีอยากได้มาดอมดมแม้ดอกจะอยู่สูงเพียงใดก็ตาม เช่นวรรณคดีเรื่อง อิเหนา พระอภัยมณี นิราศพระประธม ลิลิตพระลอ และเสภาเรื่องขุนช้าง-ขุนแผน เป็นต้น

มีการกล่าวถึงตัวละครฝ่ายชายว่าหากพบเห็นดอกพะยอมทีไรก็จะหวนคิดถึงนางอันเป็นที่รักเสมอ แม้แต่คนแต่งเพลงในสมัยก่อนก็มักจะเปรียบหญิงงามสูงส่งว่าเหมือนดอกพะยอม ชายใดปรารถนาต้องใช้ความพยายามสูงมาก เพราะพวงพะยอมนั้นหอมไกลและอยู่สูงมาก เรียกว่าถ้าไม่สอยลงมาก็ไม่ได้ลงมาเชยชมเลยทีเดียว พะยอมยังเป็นคำพ้องเสียง หมายถึง ยินยอม ยอม ประนีประนอม ผ่อนผัน คนไทยโบราณจึงเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกพะยอมไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จำทำให้เป็นคนมีนิสัยอ่อนโยน อ่อนน้อม เป็นที่รักของผู้พบเห็น ชีวิตไม่ขัดสน เพราะมีแต่คนเห็นใจ และยอมให้ในสิง่ที่ดีงาม นอกจากนี้ กลิ่นหอมและดอกสีเหลืองอ่อนของพะยอมยังหมายถึง ความร่ำรวย ไม่ขัดสนเงินทอง และมีชื่อเสียงขจรขจายไปไกลอีกด้วย

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : กำเนิดในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบมากในไทย พม่า และมาเลเซีย

ไผ่ (Bamboo)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Bambusa sp.

ไม้ยืนต้น ขึ้นเป็นกอหนาแน่น มีขนาดเล็กถึงใหญ่ สูง 3-10 เมตร ลำต้นแตกเป็นพุ่มกอ มีประมาณ 20-25 ต้น ลำต้นเป็นข้อปล้อง ข้างในกลวง ผิวเกลี้ยงเป้นมันแข็ง สีเขียวหรือเหลืองแถบเขียว แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์

ใบ : เป็นใบเดี่ยวยาวแคบคล้ายรูปหอก ขอบใบเรียบสีเขียว มีขนอ่อนๆทั่วผิวใบ ออกเป็นแผงตามปลายกิ่ง

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายยอดหรือข้อปล้อง

ผล : มีลักษณะคล้ายเมล็ดข้าวสาร

หน่อ : มีขนาดใหญ่ มีกาบสีเหลืองห่อหุ้ม มีขนที่หน่อเป็นสีน้ำตาล

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : ในธรรมชาติมักพบไผ่เจริญตามป่าและเขาสูงๆ ชอบดินร่วนซุย แสงแดดจัดถึงครึ่งวัน ปัจจุบันนิยมปลูกตามแนวรั้ว ริมกำแพงบ้าน หรือปลูกในกระถางสูง ต้องการน้ำปานกลาง ทนต่อสภาพธรรมชาติได้ดี จึงไม่พบปัญหาเรื่องโรค ที่ใดมีต้นไผ่ขึ้นหนาแน่นแสดงให้เห็นว่าที่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าจะพากันมากินดินบริเวณป่าไผ่เพราะมีแร่ธาตุสูง

ชื่อวงศ์ : GRAMINEAE (POACEAE)

ประโยชน์ : ไผ่ที่นิยมนำมาทำอาหารได้แก่ ไผ่ตง ไผ่หวาน (หน่อไม้ไผ่หวาน) ไผ่รวก แต่หน่อไม้ทุกชนิดมีแคลเซียมออกซาเลตสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง นิ่ว โรคไต และโรคผิวหนัง นอกจากทำอาหารได้แล้ว ส่วนต่างๆของลำต้นยังใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ทำเครื่องจักสาน ลำต้นใช้ทำข้าวหลาม หรือกระบอกใส่น้ำ กระบอกบรรจุน้ำมันเป็นตะเกียง ทำก้านธูป ดอกไม้ไฟ พลุ ตะไล ไฟพะเนียง สร้างบ้านเรือน สะพาน แคร่ เครื่องมือทางการเกษตร ไม้คาน อุปกรณ์ของใช้ในครัวเรือน ของประดับตกแต่งบ้าน และเครื่องดนตรีบางชนิด เช่น ขลุ่ย อังกะลุง เป็นต้น ในสมัยโบราณไม้ไผ่เหลาเกลาให้คนยังใช้เป็นมีดตัดสายสะดือเด็กเกิดใหม่อีกด้วย

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบไผ่สีสุก รสขื่นเฝื่อน ใช้แก้มดลูกอักเสบ ขับปัสสาวะ ฟอกโลหิต ตาไผ่ นำมาสุมไฟให้เป็นถ่าน รับประทานแก้ฝีหนองภายใน แก้ร้อนในกระหายน้ำ พิษไข้ ราก ต้มน้ำดื่ม ใช้ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ไตพิการ แก้ฝีหนองในร่างกาย
ต้นไม้สัญลักษณ์ : ไผ่เป็นต้นไม้ที่พบได้ทั่วโลก มีหลายสายพันธุ์ ชาวจีนนิยมปลูกและนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย จนกลายเป็นสัญลัษณ์ของประเทศ และมีชื่อเรียกขานว่า “ประเทศหลังม่านไม้ไผ่” ชาวจีนถือว่าเป็นต้นไม้ของนักปราชญ์ เพราะลำต้นไผ่เป็นข้อแข็งแกร่ง คงทน ภาษาจีนเรียก เจี๊ย หมายถึง คนมีข้อ คือ มีหลักการไม่ลู่ตามลมนั่นเอง ข้างในต้นไผ่จะกลวง คนจีนเปรียบถึงความใจกว้าง ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น และชอบหาความรู้เพิ่มเติม ใบสีเขียวของไผ่เขียวทนได้ทุกฤดู จึงเปรียบเป็นความเข้มแข็ง แข็งแรง ทนทานได้ทุกสถานการณ์ เป็นเหตุผลให้เหล่าเสนาธิการหรือกองทัพจีนนิยมกลัดเข็มกลัดรูปข้อไผ่บนหน้าอกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมีปัญญา จงรักภักดี กตัญญู ซื่อสัตย์ และเข้มแข็งอดทน นอกจากนี้ลำต้นไผ่บางชนิดก็มีลวดลาย

ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าลำข้อที่มีลายนี้เกิดจากน้ำตาของพระมเหสีสององค์ซึ่งร่ำไห้เสียใจที่ฮ่องเต้ซุนในสมัยโบราณสิ้นพระชนม์ แล้วน้ำตาก็กระเด็นมาติดที่ข้อไผ่จนเกิดเป็นลาย กลายเป็นนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่กันมา คนจีนจึงนิยมปลูกไผ่ไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่าช่วยเสริมมงคลให้คนในบ้านมีปัญญาเลิศ มีเหตุล มุ่งมั่น ตั้งใจจริง ซื่อตรง เอื้ออารี กตัญญูรู้คุณ ไผ่ยังถือเป็นต้นไม้มงคลและเกี่ยวข้องในพุทธศาสนาอีกด้วย เพราะคำว่า “เวฬุ” แปลว่า ไผ่ เวฬุวนารามคือพระอารามแห่งแรกของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้สร้างและน้อมถวายแด่พระพุทธเจ้า ต่อมาได้มีพระภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ 1,250 รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่อารามแห่งนี้พร้อมกันโดยมิได้นัดหมายในคืนวันเพ็ญ เดือน3 พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในวันนั้น ซึ่งก็คือวันมาฆบูชา

คนไทยโบราณถือว่าไผ่เป็นไม้มงคลเพราะลำต้นของไผ่แตกกิ่งก้านตรงและเรียบ ทั้งมีความแข็งแรง สามารถใช้ในงานก่อสร้าง เช่น ทำพื้น เสาเรือนได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีความโค้งอ่อนที่สามารถดัด มัด สาน ใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมากมาย จึงมีความเชื่อว่าหากปลูกไผ่ โดยเฉพาะไผ่สีสุก ไว้ประจำบ้านทางทิศตะวันออก จำทำให้คนในบ้านมีจิตใจดี ไม่คดโกง เข้มแข็ง อดทน และอ่อนโยนเหมือนไผ่ อีกประการหนึ่งคำว่า “สีสุก” ยังเป็นมงคล หมายถึง ความเจริญ ความสุขกายสบายใจ ฉะนั้นบ้านใดปลูกไผ่ คนในบ้านก็จะร่ำรวยมั่งมีศรีสุขดังชื่อไผ่สุกนั่นเอง ไผ่สีสุกยังเป็นหนึ่งในไม้มงคล 9 ชนิด ในการประกอบพิธีกรรมหรือวางศิลาฤกษ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการก่อสร้างที่ที่มีความสำคัญต่อชาติบ้านเมือง เช่น โบสถ์ วิหาร กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อีกด้วย ในบางท้องถิ่นของไทยเชื่อว่า หากปลูกไผ่ ถ้าจะให้ดีต้องให้คนสูงอายุหรือคนแก่ปลูก ห้ามคนหนุ่มสาวปลูก เพราะเป็นลางหรือแช่งให้อายุสั้นกว่าเวลาอันสมควร

โดยธรรมชาติของต้นไผ่มักไม่ค่อยมีใครเห็นดอก เพราะไผ่จะออกดอกครั้งเดียวเมื่อต้นมีอายุราว 30 ปี และเมื่อดอกแห้งต้นก็จะตายตาม เรียกว่า “ไผ่ตายขุย” ฉะนั้นเมื่อบ้านใดไผ่ออกดอกจะถือเป็นลางร้ายยิ่งนัก ต้องรีบทำบุญสะเดาะเคราะห์โดยเร็ว

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อหรือแยกกอที่แทงออกมาจากโคนต้น ใช้เมล็ด หรือปักชำ

บุนนาค (Iron Wood)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Mesua ferrea L.

ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงใหญ่ สูงประมาณ 15-25 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลเข้ามเกือบดำ เปลือกต้นขรุขระ

ใบ : เป็นใบเดี่ยว รูปไข่หรือหอกสีเขียวเข้ม ปลายใบเรียบแหลม โคนใบสอบแคบ ท้องใบมีสีอ่อนคล้ายใบมะปราง

ดอก : เดี่ยว ขนาดใหญ่ หรือออกดอกเป็นช่อ ช่อละประมาณ 2-3 ดอก สีขาว กลิ่นหอม กลีบเลี้ยงหนา มีกลีบดอก 5 กลีบ ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้สีเหลืองเป็นฝอนเส้นเล็กๆจำนวนมาก

ผล : รูปไข่แข็งและมีกลีบเลี้ยงหนาแข็งติดอยู่

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : บุนนาคเป็นต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย ต้องการน้ำปานกลาง ชอบดินร่วนซุย แสงแดดจัด อยู่กลางแจ้ง ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องโรคและศัตรูพืช แต่โตช้าและไม่ทนน้ำท่วมขัง นิยมปลูกประดับบริเวณบ้านและในสวน

ชื่อวงศ์ : GUTTIFERAE (CLUSIACEAE)

ประโยชน์ : บุนนาคเป็นไม้เนื้อเหนียว แข็งแรง ทนทาน จนชื่อได้ว่าเป็นไม้เนื้อเหล็ก นำไปใช้ในการก่อสร้างได้ดี เช่น ต่อเรือ ทำหมอนรองรางรถไฟ ทำพานท้ายและรางปืน หรือทำด้ามร่มอีกด้วย

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากและรากแก่ รสเฝื่อน ใช้ขับลมในลำไส้ บำรุงโลหิต แก้โลหิตกำเดา แก้ไข้ส่าประชวร ชูกำลัง แก้เหม็นสาบสางในร่างกาย กระพี้ รสเฝื่อนเล็กน้อย ใช้แก้เสมหะ ในลำคอ แก้สะอึก แก่น รสเฝื่อน แก้เลือกออกตามไรฟัน ดอก รสหอมเย็น ฝาด ใช้ขับลม บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ แก้ไอ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ บำรุงโลหิต แก้หาวเรอ หูอื้อ ตามัว อ่อนเพลีย อาเจียน คุมกำเนิด ขับเสมหะ แก้กลิ่นตัวสาบสางหรือจะใช้เป็นสรช่วยติดสี โดยผสมกับน้ำที่สกัด เกสร รสหอมเย็น บำรุงครรภ์ ทำให้ชื่นใจ แก้ไข้ เป็นส่วนผสมในเกสรทั้งห้าทางสมุนไพร ยอดอ่อน รสฝาดเปรี้ยว สีชมพู กินเป็นผักจิ้ม ผล มีฤทธิ์ขับเหงื่อ เนื้อไม้ ใช้ปรุงเป็นยาแก้โรคลักปิดลักเปิด ใบ รสฝาด ใช้พอกแผลสด แก้พิษงู คุมกำเนิด เมล็ด บีบให้น้ำมัน ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ปวดตามข้อต่างๆ น้ำมันที่กลั่นจากเมล็ดยังใช้ยังใช้จุดตะเกียงและทำเครื่องสำอางได้

ต้นไม้สัญลักษณ์ : บ้านคนไทยโบราณที่มีบริเวณกว้างขวาง นิยมปลูกต้นบุนนาคไว้ประจำบ้าน ไม่เพียงเพราะดอกสวยและหอมเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อว่านาค ในที่นี้หมายถึง พญานาค ซึ่งถือเป็นสัตว์มงคลชนิดหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในพุทธประวัติ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้านั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่า พญานาคได้แปลงกายมาเป็นมนุษย์เพื่อขอให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนา จนเกิดความปีติและซาบซึ้งในรสพระธรรม เมื่อฝนตกลงมาพญานาคได้แสดงความกตัญญูโดยแผ่พังพานเสมือนเป็นร่มกำบังฝนแด่พระพุทธเจ้า จึงมีพระพุทธรูปปางนาคปรก ซึ่งกลายมาเป็นพระประจำวันของคนที่เกิดวันเสาร์ พญานาคถือเป็นสัตว์ประเสริฐและมีบุญ ทั้งยังมีความศักดิ์สิทธิ์และมีพลังอำนาจช่วยปกป้องคุ้มครองพิษภัยต่างๆได้ ใบของต้นบุนนาคก็สามารถนำไปปรุงเป็นยารักษาพิษต่างๆ เช่น พิษงู คนโบราณจึงเชื่อกันว่า บ้านใดปลูกต้นบุนนาคไว้ทางทิศตะวันตกจำทำให้คนในบ้านเป็นผู้ประเสริฐและมีบุญ และยังช่วยป้องกันพิษภัยจากสัตว์เลื้อยคลานได้อีกด้วย คำว่า “บุนนาค” เป็นนามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ 6 และมีผู้ใช้นามสกุลนี้สืบทอดกันมายาวนานสู่รุ่นลูกหลานจนถึงปัจจุบัน

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งและเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้