สารภี


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Mammeas siamensis Kosterm.

ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นสูง12-15 เมตร ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาลปนเทาดำ เป็นรอยขรุขระแตกเป็นสะเก็ดทั้งลำต้น รูปทรงพุ่มทึบ ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายใบมน โคนใบสอบเรียว เนื้อใบหนา สามารถเห็นเส้นแขนง ใบมีลักษณะเป็นร่างแหได้อย่างชัดเจน

ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกตามกิ่ง มีทั้งดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ สีขาว กลิ่นหอมมาก ดอกตูมขนาดเล็กประมาณ 2 เซนติเมตร พอบานแล้วจะเป็นสีขาวนวล มีกลีบ 4-5กลีบ จะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม และทยอยเบ่งบานจนเต็มต้นเป็นจำนวนมากราว 2-3 วัน และร่วงหลุดไป

ผล : รูปกระสวยขนาด 2-3 เซนติเมตร ผิวเรียบ สีเขียว เมื่อสุกสีเหลือง มีรสค่อนข้างหวาน

วิธีปลูกและดูแลรักษา : สารภีเป็นไม้ที่ทนต่อสภาพธรรมชาติได้ดี จึงเหมาะแก่การปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะสวยทั้งรูปทรง ลำต้น ใบ และดอกให้กลิ่นหอม นิยมปลูกตามบ้าน เพราะเป็นไม้ไม่ผลัดใบจึงให้ร่มเงาได้ดี ควรปลูกในดินร่วนซุย เจริญได้ดี ทั้งในที่ร่มรำไรหรือกลางแจ้ง

ชื่อวงศ์ : CLUSIACEAE (GUTTIFERAE)

ประโยชน์ : ไม้เนื้อละเอียด แข็งแรง ทนทาน นิยมนำไม้มาทำเสา พื้น ฝาบ้าน บางท้องถิ่นก็ใช้ทำปืน ดอกตูมของสารภีใช้ย้อมผ้าไหมให้สีแดง

สรรพคุณทางสมุนไพร : ดอก มีรสขม หอมเย็น ปรุงเป็นยาแก้ร้อนใน บำรุงปอด เข้ายาลม ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นหนึ่งในเกสรทั้ง 5 ทั้ง7 และทั้ง9 ของตำราไทย ใช้ทำยาหอมบำรุงหัวใจ เกสร รสหอมเย็นช่วยบำรุงครรภ์ ทำให้ชื่นใจ แก้ไข้ ลสุกให้รสหวาน เป็นอาหารของคนและสัตว์ป่า

ต้นไม้สัญลักษณ์ : สารภีเป็นไม้ไทยโบราณที่มีอายุยืนนานมาก เป็นไม้ยืนต้นวงศ์เดียวกับบุนนาค ด้วยความละเอียดของเนื้อไม้ที่แข็งแรง ทนทาน จึงนิยมนำมาใช้ประโยชน์มากมาย ในตำราพรหมชาติฉบับหลวง จัดให้ต้นสารภีเป็นไม้มงคล โดยมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า จะช่วยป้องกันเสนียดจัญไรได้ ที่เป็นดังนั้นอาจเป็นเพราะสารภีเป็นไม้ยืนต้น สูงใหญ่และมีพุ่มทึบ ไม่ผลัดใบ ให้ดอกหอมและอายุยืนยาว คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เนื่องเพราะเป็นทางลมผ่าน เวลาลมแรงอาจพัดสิ่งไม่ดีเข้าบ้านได้ จึงปลูกสารภีป้องกันไว้ อีกทั้งความหนาทึบของต้นสารภียังช่วยกำบังเป็นเสมือนกำแพงป้องกันคนภายนอกให้มองไม่เห็นภายในบ้านได้อย่างชัดเจนอีกด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าปลูกสารภีไว้ในบ้านจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัย และอายุยืนยาวเหมือนต้นสารภี

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา แถบหมู่เกาะแปซิฟิก และประเทศมาดากัสการ์ ในธรรมชาติพบตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของไทย

ชมพู่ (Rose apple)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Eugenia Javanica

ไม้ยืนต้น ขนาดกลาง

ใบ : ใบโต ยาว หนา

ดอก : ออกเป็นฝอยฟู ลักษณะที่ฟูคล้ายดอกกระถิน แต่ฟูเป็นฝอยยาวกว่า มีสีเขียว สีขาว สีชมพู เมื่อเวลาออกดอกพร้อมกันทั้งต้น จะได้กลิ่นหอมบางๆ

ผล : กลมแป้น ก้นโต จุกเล็ก สีเขียว แดงขาว เนื้อค่อนข้างหนา มีเมล็ดอยู่ข้างในสีน้ำตาลดำ

วิธีปลูกและดูแลรักษา : ปลูกง่าย ขึ้นได้ในดินธรรมดา ตามป่าราบ ตามเรือกสวนไร่นา

ชื่อวงศ์ : MYRTACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ผลรับประทานได้ นิยมนำมาให้ผู้ป่วยรับประทาน ทำให้ชื่นใจ เป็นยาชูกำลัง บำรุงหัวใจให้คนไข้ หรือนำมาใช้ปรุงเป็นยาหอม ทำให้เย็นใจ

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

สุพรรณิการ์, ฝ้ายคำ, ฝ้ายคำซ้อน (Yellow Cotton, Yellow Silk, Cotton Tree)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cochlospermum regium (Mart.&Schrank) Pilg.

ไม้ยืนต้น ผลัดใบ ขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร มีผิวเปลือกลำต้นเรียบ สีน้ำตาลเข้ม แตกกิ่งก้านสาขาเป้นทรงพุ่ม โปร่งโล่ง

ใบ : เป็นใบเดี่ยวค่อนข้างกลมขอบใบหยักเป็นแฉก 3-5 แฉก สีเขียวเข้ม มีขนอ่อนๆที่ท้องใบ มักผลัดใบและออกดอกในช่วงต้นปี

ดอก : เป็นช่อ ออกที่ปลายกิ่งสีเหลืองทั่วทั้งต้น ชูช่อขึ้นตัดกับท้องฟ้า สวยงามมาก มีทั้งดอกซ้อนและดอกลา กลีบและเกสรเป็นสีเหลือง

ผล : กลมเป็นพู เมื่อผลแก่แตกจะพบเส้นใยคล้ายฝ้ายสีขาวนวลและเมล็ดเล็กๆสีดำอยู่ข้างใน

วิธีปลูกและดูแลรักษา : ควรปลูกในดินร่วนซุยน้ำและความชื้นปานกลาง ชอบอากาศเย็นและแสงแดดจัด จึงควรปลูกกลางแจ้ง สามารถทนต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี สามารถปลูกริมทะเลได้ มักให้ดอกช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์

ชื่อวงศ์ : COCHLOSPERMACEAE

ประโยชน์ : ใบอ่อน คั้นน้ำ สกัดทำเป็นแชมพูสระผม

สรรพคุณทางสมุนไพร : ยาง จากต้น นำไปสกัดทำยาระบาย ทาบำรุงผิว ดอกและใบแห้ง เป็นยาบำรุงกำลังและใช้ในวงการอุสาหกรรม

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ในสมัยพุทธกาลสุพรรณิการ์ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลูกไว้เรียงรายตามวิหาร ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นต้นไม้ที่มีค่าสูงเหมือนทองคำ บางคนเรียกสุพรรณิการ์ว่า ฝ้ายคำ มาจากฝ้ายทองคำ เพราะลักษณะดอกที่เบ่งบานเป็นปุย สีเหลืองอร่ามชูช่อขึ้น และอยู่สูงสุดยอดกิ่ง จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นดอกไม้คู่ฟ้า คนไทบโบราณเชื่อกันว่า บ้านใดปลูกต้นสุพรรณิการ์ไว้ทางทิศใต้จะช่วยให้คนในบ้านมีศีลธรรมและได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะสุพรรณิการ์ถือเป็นต้นไม่มงคลประจำพุทธศาสนานั่นเอง อีกทั้งสุพรรณิการ์ยังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนครนายก บุรีรัมย์ สระบุรี สุพรรณบุรี และอุทัยธานีด้วย

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในหลายประเทศ เช่นอินเดีย พม่า และอเมริกาใต้

พญาสัตบรรณ, ตีนเป็ดขาว (Blackboard Tree)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris (L.) R.Br.

ไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ ลำต้นตรง สูงประมาณ 20-30 เมตร เปลือกต้นหนา สีน้ำตาลปนเทาเข้ม มีน้ำยางสีขาวอยู่ภายใน เนื้อไม้อ่อนแต่เหนียว แตกกิ่งก้านเป็นชั้นๆคล้ายฉัตร

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปรีแกมรูปไข่กลับ ปลายใบมน โคนใบสอบ สีเขียวเข้มค่อนข้างหนา เป็นมัน ใบออกเป็นกลุ่มช่อบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมี 7-9 ใบ เรียงรอบก้านใบ

ดอก : ออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงที่ปลายกิ่งแต่ละช่อมีดอกเล็กจำนวนมากสีขาวอมเขียว บานพร้อมกันทั้งต้นตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ส่งกลิ่นหอมเย็น ฉุนแรง บางคนอาจไม่ชอบเพราะรู้สึกเหม็นเขียว

ผล : เป็นฝักแบนยาวกว่า 30 เซนติเมตร มีเมล็ดเล็กๆจำนวนมาก ส่วนปลายเมล็ดมีขนปุย สีขาวคล้ายฝ้าย ปลิวไปตามลมช่วยแพร่พันธุ์

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : พญาสัตบรรณชอบดินร่วน แสงแดดจัดต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ทนแล้งได้ดีและโตเร็ว อาจพบปัญหาเรื่องศัตรูพืชบ้าง โดยสังเกตที่ผิวใบจะมีลักษณะขึ้นเป็นปมเล็กๆ ซึ่งเกิดจากตัวอ่อนของเพลี้ยไก่แจ้ดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ ควรเด็ดใบและกิ่งก้านที่เป็นทิ้งไป บ้างก็ใช้วิธีเผาไฟกิ่งหรือยอดใบที่เป็นโรค

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกต้น รสขม ใช้รักษาบิด ท้องร่วง โรคลำไส้ ช่วยให้เจริญอาหาร รักษาโรคผิวหนัง แก้หวัด หลอดลมอักเสบ ช่วยสมานลำไส้ แก้ไข้ แก้ไอ ปวดฟัน รักษาพิษงูกัด เบาหวาน ขับพยาธิไส้เดือน ขับระดู ขับน้ำเหลืองเสีย ขับน้ำนม รักษามาเลเรีย /ดอก แก้ไข้ ตัวร้อน แก้ไข้เหนือ แก้โลหิตพิการ /ใบ แก้ไข้หวัด ไข้ตัวร้อน ใช้พอกดับพิษต่างๆ ใบอ่อนชงดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด /ยาง ใช้ทำยารักษาอาการไอ เจ็บคอ แก้ไข้ แผลเน่าเปื่อย แก้ปวดหู เป็นยาบำรุงกระเพาะภายหลังเจ็บไข้ /กระพี้ ขับโลหิตให้ตก /ราก ขับผายลมในลำไส้ แก้ไข้ แก้น้ำดีผิดปกติ รักษาโรคมะเร็ง /เนื้อไม้ มีสีขาวอมเหลืองอ่น เนื้ออ่อนหยาบ แต่เหนียว ใช้ทำไม้จิ้มฟัน ทำแท่งดินสอดำ ของเล่นสำหรับเด็ก รองเท้าไม้ ฝักมีด ลูกทุ่นอวน แจว พาย กรรเชียง หีบใส่ใบชา หีบใส่ของ หีบศพ และของตกแต่งบ้าน

ต้นไม้สัญลักษณ์ : คำว่า “พญาสัตบรรณ” มีความหมายมงคลแยกเป็น 3 คำ คือ คำว่า “พญา” หมายถึง ผู้มีอำนาจน่านับถือ น่ายกย่อง ผู้เป็นใหญ่ “สัต” หมายถึง 7 (เจ็ด) และ “บรรณ” หมายถึง ใบไม้ เหตุที่ชื่อพญาสัตบรรณ เพราะเป็นต้นไม่ที่มีขนาดสูงใหญ่ รูปทรงสง่า ดูมั่นคง และน่าเกรงขามดั่งพญา พุ่มไม้เป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร ทั้งใบของต้นพญาสัตบรรณยังออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมี 7 ใบเรียงรอบก้านใบ และดอกก็ยังออกเป้นกลุ่ม โดยช่อหนึ่งๆจะออกประมาณ 7 กลุ่ม นอกจากนี้สัตบรรณหรือฉัตรบรรณยังมีความหมายถึงเครื่องสูงชนิดหนึ่ง มีรูปคล้ายร่มซ้อนกันขึ้นไปเป้นชั้น อาจมี 3,5,7 หรือ 9 ชั้น ใช้เป็นเครื่องประดับเกียรติยศในขบวนแห่งานพระราชพิธีอีกด้วย พญาสัตบรรณจึงเป็นไม้มงคลนามอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลทางทิศเหนือขอบ้าน คนโบราณเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกไว้จะทำให้คนในบ้านมีเกียรติ เป็นที่เคารพนับถือและได้รับการยกย่องจากคนทั่วไป พญาสัตบรรณเป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัด สมุทรสาคร

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือและป่าดิบชื้นภาคใต้ รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ทับทิม (Pomegranate)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Punica granatum L.

ไม้พุ่มยืนต้น สูงประมาณ 3 เมตร ลำต้นเล็ก เรียบ สีน้ำตาลปนเทา แตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มอ่อน ห้อยย้อยลง พลิ้วตามแรงลม

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ๆ โคนใบสอบ แคบ แหลม เรียว เนื้อใบบางเป็นมันเนียน มีสีเขียวเข้ม ส่วนใบของยอดอ่อนจะเป็นสีแดงส้มและมีหนามแหลมอยู่ตามกิ่งก้านใบ

ดอก : มีลักษณะเป็นดอกเดี่ยว สีแดงส้มสด มีกลีบซ้อนกันเป็นหยักอยู่ภายใน บางสายพันธุ์ออกดอกเป็นลักษณะรวมกันเป็นกระจุกไม่เกิน 5 ดอก

ผล : กลมโตสีเขียวอมเหลือง ผิวนอกแข็งเป็นมัน พอแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มออกแดง เมื่อผลสุกเต็มที่จะแตกอ้าออก เผยให้เห็นเมล็ดที่มีเนื้อเยื่อใสๆ สีขาวอมชมพูอัดแน่นอยู่ภายใน มีรสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ชุ่มน้ำจากเนื้อหุ้มเมล็ด ปัจจุบันมีพันธุ์แคระที่ให้ดอกเล็กสีสวย เหมาะปลูกเป็นไม้กระถาง

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : ทับทิมเป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด ไม่ชอบน้ำขัง เพราะอาจทำให้รากเน่าตาย ทนต่อสภาพแล้งได้ดี นิยมปลูกไว้กลางแจ้งเพราะชอบแสงแดดจัด ส่วนใหญ่นิยมปลูกเป็นไม้กระถางตั้งไว้บริเวณหน้าบ้าน หากนำลงดินจะมีขนาดใหญ่สมบูรณ์และเป็นพุ่มหนากว่า

ชื่อวงศ์ : Punicaceae

ประโยชน์ : ในอินเดียใช้เปลือกทับทิมผสมกับขมิ้นย้อมผ้า ให้สีน้ำตาลปนแดง ส่วนดอกทับทิมใช้ย้อมผ้าให้สีแดง และถ้าใช้เปลือกของผลทับทิมอย่างเดียวจะให้สีเขียว

สรรพคุณทางสมุนไพร : ดอก นำมาตากแห้งแล้วป่นให้เป็นผง ตวง 1-2 ช้อนชา ชงน้ำดื่มเช้าเย็นก่อนอาหาร ช่วยลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด ขับปัสสาวะ ป้องกันฟันผุ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ ขับพยาธิ และคุมกำเนิดด้วย ราก ใช้รักษาอาการเจ็บคอ เปลือกราก แก้พยาธิตัวตืด บิด โรคลักปิดลักเปิด ใบ ใช้พอกแผล แก้บิด แก้อาเจียน ชะล้างแผลที่เป็นหนอง น้ำจากผล ใช้ทำไวน์ได้รสอร่อยและมีประโยชน์ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดความดันโลหิต แก้ท้องเดิน ท้องร่วง ถ้าใช้น้ำทับทิมร่วมกับใบบัวบกกจะช่วยแก้โรคเหงือก เนื้อหุ้มเมล็ด มีรสเปรี้ยวอมหวาน ทำให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร แก้จุกเสียดแน่นท้อง ปวดกระเพาะอาหาร และแก้ท้องเสีย เปลือกผลแก่ นำมาตากแห้ง ต้มน้ำดื่ม รักษาอาการท้องร่วง หรือฝนกับน้ำทาแก้น้ำกัดเท้า

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ชาวจีนเชื่อกันว่าทับทิมเป็นต้นไม้ที่เกิดจากสวรรค์ มีไว้เพื่อให้เทพเจ้าใช้ปัดเป่าทักข์ภัยให้แก่มนุษย์ ในบรรดาเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนมีชื่อเจ้าแม่ทับทิมอยู่ด้วย ทับทิมจึงถือเป็นไม้มงคลสำหรับชาวจีนรวมถึงคนไทยเชื้อสายจีนด้วย โดยมีความเชื่ออีกว่า ปลูกทับทิมแล้วจะรวย เป็นสิริมงคลแก่บ้าน งานแต่งงานชาวจีนนิยมนำยอดทับทิมซึ่งเป็นสีมงคลคือ สีเขียวออกแดงส้ม มาเสียบที่ผมเจ้าสาว ของไหว้เจ้ามักมีใบทับทิมแทรกเสมอ ใบทับทิมถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของจีนจึงนิยมใช้พรหมน้ำมนต์อวยขัยให้พร ช่วยปัดเป่าความทุกข์และปัดป้องเสนียดจัญไร วิญญาณ ภูตผีปีศาจ มิให้เข้ามากล้ำกลาย ทุกวันนี้ชาวไทยเชื้อสายจีนหลายบ้านเวลากลับจากงานศพต้องเอาน้ำใส่ยอดทับทิมวางไว้หน้าบ้านและล้างหน้าก่อนเข้าบ้าน โดยมีความเชื่อว่าป้องกันอัปมงคล ความทุกข์โศกมิให้เข้ามาในบ้าน เด็กเล็กๆบางคนเวลานอนร้องไห้ผวาโดยไม่รู้สาเหตุ ผู้ใหญ่มักเอาน้ำใส่ยอดทับทิมมาพรมให้ โดยเชื่อว่าน้ำใส่ใบทับทิมนั้นเสมือนเป็นน้ำมนต์บริสุทธิ์ช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีแก่เด็กเล็กได้ ความเป็นมงคลอีกประการหนึ่งของทับทิมอาจเป็นเพราะผลทับทิมเมื่อแกัเปลือกออกมา ภายในประกอบไปด้วยเนื้อหุ้มเมล็ดสีขาวอมชมพูใสอัดแน่นเต็มไปหมด มองดูใสแวววับ คล้ายอัญมณีมีค่า

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย

แก้ว (Andaman Satinwood, Chaina Box Tree, Cosmetic Bark, Orange Jasmine)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Murraya paniculata (L.) Jack

ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น ขนาดเล็กถึงกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร

ใบ : ประกอบขนนกปลายคี่ มีใบย่อย 5-9 ใบ ปลายใบแหลมเรียว ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย รูปทรงเหมือนสีเหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือรูปไข่

ดอก : ออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีสีขาวบริสัทธิ์ มักออกเป็นช่อใหญ่หรือเรียกเป็นพวงว่า พวงแก้ว ช่อหนึ่งมี 5-15 ดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกค่อนข้างบอบบาง อ่อนนุ่ม ร่วงง่าย มีเกสรสีเหลืองส้มอยู่ข้างใน ดอกออกตลอดปีและมีกลิ่นหอมแรงในตอนเช้าและค่ำ แก้วเป็นไม้ไม่ผลัดใบ ประกอบกับออกดอกดกสีขาวตัดกับใบสีเขียวเข้มเป็นมันตลอดปี สามารถตัดแต่งให้เป็นพุ่มเตี้ยตามแนวรั้วหรือพุ่มโปร่งสูงได้ง่ายและสวยงาม

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : สามารถปลูกแก้วได้ในดินเกือบทุกชนิด ปลูกในแปลงเพื่อประดับบริเวณบ้านหรือปลูกเป็นไม้กระถาง ชอบแสงแดดจัด จึงควรปลูกในที่โล่งแจ้งหรือทางทิศตะวันออกซึ่งจะให้ดอกดกตลอดปี ต้องการน้ำปานกลาง แต่อย่าให้ขาดน้ำ เป็นไม้ที่ทนทานต่อศัตรูพืชและธรรมชาติได้ดี ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องโรคและแมลง ไม่จำเป็นต้องดูแลมากนัก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง โดยกิ่งตอนที่ใช้ต้องมีรากพอสมควร ควรปลูกลงประถางก่อน เมื่อต้นมีรากแข็งแรงแล้วจึงย้ายลงในแปลงปลูกในหลุมที่มีปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองพื้น ช่วงปลูกลงดินใหม่ๆให้รดน้ำ เช้าเย็น หลังจากนั้นจึงทิ้งช่วง รดวันละครั้งพอ

ชื่อวงศ์ : Rutaceae

ประโยชน์ : ดอกและใบ นำมาจัดช่อ ใช้บูชาพระ กิ่ง ใช้ประดับตกแต่งในงานประดิษฐ์ดอกกไม้สด เนื้อไม้ ทำด้ามมีด ฝักมีด หีบ เครื่องเรือน เครื่องมือเกษตร คาน ไม้ถือ ด้ามร่ม หวี หรือใช้แกะสลักตัวซออู้และซอด้วง น้ำหอมระเหยจากดอกแก้วใช้ผลิตเครื่องสำอางได้

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบแก้วสด ต้มเอาแต่น้ำ นำมาล้างบริเวณที่เป็นผดผื่นคันซึ่งเกิดจากความชื้น หรือนำมาใช้ปรุงยาไทยเป็นยาขับระดู เรียกว่า “ยาประสะใบแก้ว” บางตำราก็ใช้ใบสด 1 กรัม หรือ 15 ใบย่อยตำพอแหลก แช่เหล้าโรง 1 ช้อนชาหรือ 5 มิลลิลิตร เอาน้ำยามาแตะบริเวณที่ปวดฟันได้ ในประเทศจีนใช้สารที่สกัดจากใบและก้านแก้วนำมาใช้เป็นยาชุม ปิดที่ปากมดลูก เร่งการคลอดและช่วยขับรกค้างด้วย

ต้นไม้สัญลักษณ์ : คำว่า “แก้ว” หมายถึง ความใสสะอาด บอบบาง และบริสุทธิ์ คนไทยโบราณเปรียบแก้วว่าเป็นสิ่งของสูงค่า ในทางพระพุทธศาสนา การนั่งสมาธิจนจิตใจสงบนิ่งก็เปรียบเสมือนจิตนั้นใสเหมือนดวงแก้วส่องสว่าง ชื่อดอกแก้วจึงมีความหมายมงคล อีกทั้งความหอมและกลับดอกบอบบางที่ขาวสะอาด บริสุทธิ์ ยังสอดคล้องกับความเป็นมงคลของต้นไม้อีกด้วย สืบแต่โบราณมาคนไทยนิยมปลูกต้นแก้วไว้เรียงรายรอบเรือนชาน เพราะนอกจากปลูกประดับเพื่อความสวยงามและให้ความหอมเย็นชื่นใจแล้ว ยังนิยมนำดอกแก้วมาบูชาพระ จึงมีความเชื่อต่อๆกันมาว่า การปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีจิตใจดี ใสสะอาดบริสุทธิ์และเบิกบาน

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชงโค (Orchid Tree, Purple Bauhinia)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Bauhinia purpurea L.

ไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มหนา เหมาะเป็นร่มเงาให้พักพิง กิ่งอ่อนมีขน

ใบ : มีลักษณะกลมมน มีหยักเว้าลึกตรงกลางใบ ดูคล้ายปีกผีเสื้อ หน้าใบมีขนนุ่ม

ดอก : ออกตามปลายกิ่งหรือส่วนยอดเป็นช่อ ชื่อหนึ่งมีดอกย่อย 6-10 ดอก กลีบดอกมี 5 กลีบ สีชมพู สีบานเย็น หรือม่วงแดง และสีขาว เรียกว่า เสี้ยวดอกขาว ดอกสวย บานทนเป้นเดือน ชงโคให้ดอกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ผล : เป็นฝักแบน ฝักแก่มีสีน้ำตาลและแตกตามแนวยาว เผยให้เห็นเมล็ดแบนๆอยู่ข้างใน สามารถนำมาขยายพันธุ์ได้

วิธีปลูกและดูแลรักษา : เนื่องจากเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มและดอกสวย ใบดกพุ่มหนา ใช้เป็นร่มเงาได้ดี จึงเป็นต้นไม้ชนิดนึงที่นิยมนำมาปลูกในบริเวณบ้าน และใช้จัดแต่งสวนเป็นไม้ประดับ เจริญเติบโตด้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบแสงแดดจัด ไม่ค่อยพบศัตรูและโรคพืช

ชื่อวงศ์ : Leguminosae Caesalpinioideae

ประโยชน์ : ชงโคที่มีดอกสีขาวหรือ เสี้ยวดอกขาว ใช้เปลือกต้นมาย้อมแห อวน ให้เหนียวคงทน

สรรพคุณทางสมุนไพร : เปลือกต้น ใช้แก้บิด ท้องเสีย ใบสด ใช้พอกฝีแผล ใบต้มน้ำรักษาอาการไอ ราก ใช้ขับลม ดอก ใช้กินเป็นยาระบาย แก้พิษร้อนและช่วยลดไข้

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ชงโคเป็นไม้ต่างถิ่นที่เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คนไทยโบราณนิยมปลูกชงโคไว้ประดับบ้าน เพราะเป็นไม้ยืนต้น ทรงพุ่มสวย ให้ดอกหอม สีสดและบานติดต้น คงทนนานนับเดือน จึงมีความเชื่อสืบกันมาแต่โบราณว่า บ้านใดปลูกชงโคไว้ คนในบ้านจะมีความดีงามและอดทนดุจความงามคงทนของดอกชงโคที่บานนานเป็นเดือนนั่นเอง เสี้ยวดอกขาว เป็นพรรณไม้ประจำจังหวัด น่าน

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดที่เกิดจากฝักหรือตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย กระจายพันธุ์ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บุหงาส่าหรี (Fiddlewood)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Citharexylum spinosum L.

ไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดเล็กถึงกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกกิ่งก้านสาขามาก

ใบ : ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน เป็นใบรูปหอกปลายแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบเรียบ เส้นกลางใบหนา

ดอก : ออกเป็นช่อยาว 10-20 เซนติเมตร ห้อยลงตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกเล็กสีขาวจำนวนมาก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ทยอยบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ บานได้นาน 8-10 วัน กลิ่นหอมมาก

วิธีปลูกและดูแลรักษา : บุหงาส่าหรีให้ดอกตลอดปี เจริญงอกงามได้ดีในดินทุกสภาพ ขึ้นง่าย โตไว ทนต่อสภาพธรรมชาติและศัตรูพืชได้ดี ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งอยู่เสทอ สำหรับฤดูแล้งหรือต้นที่ปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง ใบจะเปลี่ยนเป็นสีส้มและร่วงมาก หลังจากนั้นหากได้รับน้ำมากพอจะผลิดอกทั้งต้น

ชื่อวงศ์ : Verbenaceae

ประโยชน์ : ดอก ใช้ประดับผมเจ้าสาวหรือใช้ประกอบพิธีในงานมงคล นอกจากนี้กลิ่นหอมแรงของดอกยังนำมาใช้อบผ้า สกัดทำน้ำหอมได้ด้วย

ต้นไม้สัญลักษณ์ : บุหงาส่าหรีหรือบุหงาแต่งงาน ในภาษาชวามีความหมายถึง ดอกไม้ คนไทยนิยมปลูกต้นบุหงาส่าหรีเพราะลักษณะช่อดอกสีขาว ยาวเรียว ทรงสวย และกลิ่นหอมจัด มักใช้ประดับติดผมเจ้าสาวในงานแต่งงาน สมชื่อบุหงาแต่งงาน เชื่อกันว่าบ้านใดปลูกบุหงาส่าหนีแล้วจะมีความสุข เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งหรือปักชำ

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดอยู่ในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก

ชวนชม (Impala Lily)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Adenium obesum (Forssk.) Roem.

พรรณไม้ลำต้นอวบน้ำขนาดเล็ก ลำต้นมียาง สีขาวคล้ายน้ำนม สูง 1.20-2 เมตร ผิวเปลือกเรียบมัน สีเขียวอมขาว แตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มโปร่ง

ใบ : เป็นใบเดี่ยว รูปไข่กลับ ปลายมนโคนใบสอบ มีลักษณะแข็งเป็นมันสีเขียว มีเส้นกลางใยสีขาว ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง

ดอก : ออกที่ปลายยอดเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เดิมชวนชมมีสีชมพูสีเดียว แต่ปัจจุบันมีการนำสายพันธุ์ต่างประเทศมาปลูกเพื่อพัมนาสายพันธุ์ ทำให้มีชวนชมสีใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น สีแดง บานเย็น สีขาวขอบชมพู สีแดงขอบขาว เป็นต้น ทั้งขนาดลำต้นก็มีตั้งแต่ต้นขนาดเล็กประมาณ 30 เซนติเมตร เรียกว่า “ชวนชมแคระ” ความสูงแตกต่างกันไป

วิธีปลูกและดูแลรักษา : ชวนชมชอบดินร่วนซุยหรือดินปนทราย ระบายน้ำได้ดี ต้องการน้ำน้อยและแสงแดดจัด ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องโรคและศัตรูพืช สามารถทนต่อความแห้งแล้งเพราะลำต้นอุ้มน้ำได้ดี จึงได้รับสมญานามว่า “Desert Rose” หรือ “กุหลาบทะเลทราย”

ชื่อวงศ์ : Apocynaceae

ประโยชน์ : นิยมปลูกลงกระถางเป็นไม้ประธานในสวนหย่อม เนื่องจากเป็นไม้รูปทรงสวย ปลูกริมถนน ริมสระว่ายน้ำ หรือสวนกรวด ได้อย่างสวยงาม เพราะออกดอกตลอดปีและมีสีสันสวยงาม

ต้นไม้สัญลักษณ์ : ชวนชมเป็นไม้ต่างถิ่นที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยกว่า 70 ปีแล้ว กล่าวกันว่า ชวนชมเป็นไม้ดอกที่ปลูกอยู่ในเขตพระราชวังมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่6 โดยพระนางเธอลักษมีลาวัณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้านายพระองค์แรกที่นำชวนชมมาปลูกไว้ในตำหนักลักษมีวิลาส และประทานชื่อดอกไม้ชนิดนี้ว่า “ชวนชม” คนจีนเรียกชวนชมว่า “ปู้กุ้ยฮัว” แปลว่า ดอกไม้แห่งความร่ำรวย สำหรับคนไทยเชื่อว่าชวนชมเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง เพราะมีชื่อที่ไพเราะเป็นสิริมงคล และเคยปลูกในเขตวังหลวงมาก่อน จึงนิยมปลูกชวนชมไว้ประจำบ้าน เพื่อให้คนในบ้านได้รับความนิยมชมชอบและเกิดเสนห์ดึงดูดใจให้คนชวนมองชวนชมนั่นเอง

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยการปักชำ เพาะเมล็ดและเสียบยอด

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบแอฟริกา

มะตูม (Bael Fruit Tree, Bengaluince, Bilak)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Aegle marmelos Corr.

ไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูง 5-15 เมตร แตกกิ่งต่ำ ตามลำต้นมีหนามยาวแหลมคม เปลือกลำต้นเรียบ สีน้ำตาลปนเทา เรือนยอดกลม ค่อนข้างโปร่ง

ใบ : มีใบประกอบ 3 ใบย่อย รูปหอกแกมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบหยัก ก้านใบยาว เมื่อขยี้ใบมีกลิ่นหอม หากนำไปส่องแดดจะเห็นต่อมน้ำมันเป็นจุดใสๆกระจายอยู่ทั่วใบ

ดอก : ออกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือซอกใบ ดอกเล็กๆสีขาวอมเขียว ผลเป็นรูปไข่ แข็งมาก เป็นมัน ผลอ่อนเปลือกสีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีเขียวอมเหลือง มีกลิ่นหอมมาก เนื้อในนิ่ม สีส้มปนเหลือง มียางเหนียว

เมล็ด : รูปรีจำนวนมากแทรกอยู่ในเนื้อผล

วิธีการปลูกและดูแลรักษา : มะตูมเป็นไม้ที่ชอบแดด นิยมปลูกกลางแจ้ง เพราะทนต่ออากาศร้อนได้ดี ขึ้นได้ดี ในดินทุกชนิด ให้ดอกในราวเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม และให้ผลแก่ในเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ มียอดอ่อนตลอดปี

ชื่อวงศ์ : Rutaceae

ประโยชน์ : ไม้เนื้อละเอียดสีเหลืองอ่อน ไม่มีแก่น มีกลิ่นหอม ใช้ทำเกวียน เพลาเกวียน เครื่องดนตรี และหวี ยางจากผลดิบๆใช้แทนกาวได้ เปลือกของผลมะตูมสุกบดใช้ย้อมผ้าให้สีเหลือง

สรรพคุณทางสมุนไพร : ราก รสฝากปร่า ซ่า ขื่นแล็กน้อย นำไปคั่วไฟให้เหลือง แล้วไปดองเหล้าเพื่อดับกลิ่น ใช้แก้พิษไข้ ฝี หืดหอบ ไอ แก้สะอึก แก้ไข้ตัวร้อน ลมอัดแน่นในหน้าอก ขับลม รักษาน้ำดี แก้เสมหะ ปวดหัวตาลาย แก้บวม แก้พยาธิ แก้ตกโลหิตและช่วยขับปัสสาวะ ยอดอ่อน ใบอ่อนสดๆรับประทานเป็นผักแกล้มลาบ ก้อย หรือกินกับน้ำพริกและแกง รสจัด ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ แก้หวัด หลอดลมอักเสบ แก้ลำไส้อักเสบ ท้องเดิน ถ้านำใบมาคั้นน้ำใช้ทาแก้บวม แก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ ผลมะตูมอ่อน ฝานเป็นแว่น ตากแห้ง บดเป็นผง ไว้ชงเป็นน้ำชา หรือต้มใส่น้ำตาลเป็นเครื่องดื่ม ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องเสียง รักษา โรคกระเพาะอาหารอักเสบ แก้บิด ขับผายลม บำรุงกำลัง ช่วยให้เจริญอาหาร ผลมะตูมแก่ ทั้งลูกหากนำมาขูดผิวให้หมด ทุบพอแตก ต้มน้ำ เติมน้ำเล็กน้อยจะได้น้ำรสหอมเรียกว่า “น้ำอัชบาล” รสหวานฝาด รับประทานช่วยเจริญอาหาร และช่วยขับผายลม ผลมะตูมสุก รสหอมหวานเย็น รับประทานสดๆหรือนำเนื้อมาเชื่อมอาหารหวาน แก้เสมหะ กระหายน้ำ แก้ลม เป็นยาระบายอ่อนๆ เปลือกราก แก้ไข้จับสั่น ขับลมในลำไส้ เปลือกต้น แก้ไข้จับสั่น ขับลมในลำไส้ แก้พยาธิ แก้บิด แก้บวม และแก้ตกโลหิต แก่น แก้จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใบ รสฝาด แก้ตาเจ็บ เยื่อตาอักเสบ แก้หวัด หลอดลมอักเสบ เสมหะเหนียว แก้ไข้ แก้บวม กระหายน้ำ บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร ดอก แก้บวม แก้พยาธิ แก้ฝีเปื่อย แก้ตกโลหิต หนาม แก้พิษต่างๆ แก้ไข้ ลดความร้อน ราก ใบ ผลแก่และสุก เปลือกรากทั้งห้าต้มรวมกัน กินแก้โรคความดันโลหิตสูง แก้ปวดศีรษะ ตาลาย ช่วยให้เจริญอาหาร

ต้นไม้สัญลักษณ์ : มะตูมถือเป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่งของคนไทยโบราณ เนื่องด้วยดอกและใบมะตูม มีลักษณะคล้ายตรีที่เป็นอาวุธของพระอิศวรจึงถือมะตูมเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และนิยมใช้ใบมะตูมในงานมงคลต่างๆ เช่น การทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ การครอบครูก็ใช้ใบมะตูมเป็นองค์ประกอบในพิธี การพระราชทานใบมะตูมแก่ทูตที่เข้าเฝ้าฯกราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปรับราชการต่างประเทศ เป็นต้น “ตูม” ในความหมายของคนโบราณ หมายถึง เสียงดัง โด่งดัง มีชื่อเสียง ก่อให้เกิดกำลังใจ ความมานะ เพียรพยายามที่จะต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆและประสบความสำเร็จในชีวิต สำหรับชาวฮินดู ถือว่าไม้มะตูมเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน โดยมีความเชื่อว่าใบมะตูมสามารถใช้ป้องกันเสนียดจัญไรและขับไล่ภูตผีปีศาจได้ คนไทยโบราณจึงนิยมปลูกมะตูมไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน เพราะนอกจากจะปลูกให้เกิดความเป็นสิริมงคลแล้ว ส่วนต่างๆของต้นมะตูมยังสามารถนำมารับประทานและใช้ประโยชน์ได้มากมาย

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย และไทย พบมากในป่าเบญจพรรณและในพื้นที่แห้งแล้งตั้งแต่ภาคกลางขึ้นไปจนถึงภาคเหนือ