บุก (Elephant yam, Stanley’s water-tub)

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Amorphophallus spp.

ชื่อวงศ์ : ARACEAE

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินขนาดใหญ่ทำหน้าที่สะสมอาหาร ลำต้นส่วนเหนือดินอวบน้ำ อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า บุกเนื้อทราย หรือบุกไข่ (A. sp.)

ใบ : ชูขึ้น หยักเว้าเป็นแฉกลึก ก้านใบมีลายด่างสีเขียวคล้ำหรือสีขาว

ดอก : ช่อดอกผลิก่อนออกใบในฤดูร้อน เมื่อดอกโรยจึงผลิใบ พอถึงฤดูหนาวใบจะเริ่มเหี่ยวและพักตัว

ประโยชน์ : หลายคนรู้จักบุกในนามของอาหารเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยกลูโคแมนแนน (glucomannan) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ชาวอีสานก็รู้จักนำมากินด้วยวิธีพื้นบ้านเช่นกัน บุกที่นิยมนำมากินกันมี 2 ชนิด คือ บุกหูช้าง หรือบุกโคราช (A. koratensis Gagnep.) นิยมกินก้านใบอ่อนที่มีลายและเริ่มโผล่จากดินในฤดูฝน โดยลอกเปลือกออกนำมาต้มจิ้มน้ำพริกหรือใส่ในแกงต่าง ๆ ส่วนหัวใต้ดินต้องกินในฤดูหนาว โดยนำมาหั่นเป็นชิ้นพอคำ ล้างให้สะอาดเพื่อไม่ให้คัน แล้วใส่ในแกงที่มีรสเปรี้ยวเพื่อทำลายแคลเซียมออกชาเลตในหัว หรือนำมาทำขนมแกงบวดก็อร่อย

วิธีขยายพันธุ์ : บุกชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ มีแสงแดดรำไร ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหัวมาปลูกในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ส่วนในฤดูหนาวมักพักตัว ก็ขุดหัวมาประกอบอาหารได้

นิเวศวิทยา : เป็นบุกที่พบเฉพาะในป่าเบญจพรรณแถบตะวันตกของไทยเท่านั้น ซึ่งแปลกกว่าชนิดอื่นคือ บนแผ่นใบจะมีหัวเล็ก ๆ ที่สามารถนำมาขยายพันธุ์ต่อได้ และยังมีกลูโคแมนแนนมากกว่าชนิดอื่น ๆ

คูน (GIANT Elephant Ears)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Colocasia gigantean Hook.f.

ชื่อวงศ์ : Colocasieae

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีหัวอยู่ใต้ดิน ต้นสูงได้ถึง 2 เมตร ตูนมีลักษณะคล้ายกับบอนโหราที่พบทางภาคใต้ ซึ่งมีน้ำยางที่ทำให้คันและอักเสบได้ ให้สังเกตที่น้ำยางบอนโหรามีสีส้ม ขณะที่ตูนมีน้ำยางใสและไม่คัน

ใบ : ก้านใบยาว แผ่นใบรูปหัวใจป้อม ขนาดใหญ่กว่า 40 ซม. แผ่นใบและก้านใบมีนวลสีขาวเครือบอยู่บาง ๆ

ดอก : ช่อดอกออกจากซอกกาบใบกึ่งกลางต้นมีกาบรองช่อดอกสีเหลืองอ่อนห่อหุ้มปลีดอกสีครีมอยู่ภายใน และมีกลิ่นหอม

ประโยชน์ : ก้านใบ ยอดใบ และช่อดอกอ่อนนำมาประกอบอาหารได้ หรือกินเป้นผักสดกับลาบ ส้มตำน้ำตก ยำ และอาหารรสจัดต่าง ๆ ในภาคกลางใช้ทำแกงกะทิ ชาวเหนือและอีสานใช้ทำแกงส้มแกงแค สำหรับก้านควรปอกเปลือกนอกก่อนนำมาประกอบอาหารให้แคลเซียมค่อนข้างสูง

สรรพคุณทางสมุนไพร : หัวใต้ดินช่วยถอนพิษไข้ รักษาแผลเรื้อรัง กันฝ้าซึ่งหมอยาพื้นบ้านในภาคเหนือจะใช้หัวสดหรือตากแห้งแล้วมาฝนกับน้ำผึ้ง ช่วยละลายเสมหะ แก้เจ็บคอได้

การขยายพันธุ์ : ชอบดินชุ่มชื้น มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดครึ่งวันถึงตลอดวันปลูกริมน้ำได้ดี ขยายพันธุ์ง่าย โดยการแยกหน่อมาปลูกใหม่ เมื่อต้นโตเต็มที่ก็ตัดก้านมาประกอบอาหารได้ตามต้องการ

มันเทศ (Sweet Potato)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ipomoea batatus (L.) Lam.

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี รากสะสมอาหารใต้ดิน สีขาวหรือม่วงแดง ลำต้นทอดเลื้อย

ใบ : รูปหัวใจเรียมแหลม เรียงสลับกัน ขอบใบหยักเว้าเล็กน้อย ยอดอ่อนมีสีแดงเรื่อ

ดอก : สีม่วงอ่อน ออกที่ซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแผ่บานออกเป็นรูปแตร

ผล : เป็นฝักกลม เมื่อแห้งแตกออก ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาล

ชื่อวงศ์ : Convolvulaceae

ประโยชน์ : ยอดอ่อนนำมาต้มหรือกินเป็นผักสดกับน้ำพริก ลาบ อาหารรสจัดต่าง ๆ หรือใส่ในแกงส้ม ถ้ากินสดมีรสฝาด เมื่อสุกรสจืดมัน ให้วิตามินบี 2 สูง ส่วนหัวหรือรากสะสมอาหารใช้แทนมันฝรั่งในแกงมัสมั่น แต่จะเละง่ายกว่า บ้างก็นำมานึ่งจิ้มน้ำตาลกินเป็นขนม ต้มน้ำตาล หรือกวนเป็นขนมหวาน มันเทศมี 3 พันธุ์ คือ พันธุ์หัวสีแดงเนื้อสีเหลือง หัวสีแดงเนื้อสีม่วง และหัวสีส้มเนื้อสีส้ม ที่ชาวใต้เรียกกันว่า “มันเล” พันธุ์หัวแดงมีวิตามินเอสูงทั้งยอดและหัว

สรรพคุณทางสมุนไพร : หัวมันเทศมีสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและต้อกระจก ช่วยรักษาเบาหวาน บำรุงกระเพาะ ม้าม เป็นยาช่วยย่อย ช่วยแก้โรคตาบอดกลางคืน และแก้เมาคลื่น น้ำคั้นจากหัวใช้ทาแผลไฟไหม้ ใบตำพอกฝี เถานำมาต้มน้ำดื่มแก้ไขข้ออักเสบ

การขยายพันธุ์ : มันเทศชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง ไม่มีน้ำท่วมขัง แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกรากสะสมอาหารมาปลูกใหม่ หรือปักชำลำต้นในช่วงฤดูฝน

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย

ไพล


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr.

เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี เจริญเติบโตเช่นเดียวกับขิง มีเหง้าขนาดใหญ่ทอดเลื้อยใต้ดิน เนื้อเหง้าสีเหลืองอมเขียวและมีกลิ่นหอม ต้นสูงได้ถึง 1.50 เมตร

ใบ : รูปใบหอกแคบเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ปลายเรียวแหลม

ดอก : ช่อดอกออกจากเหง้าใต้ดินติดกับลำต้นเหนือดิน มีกลีบประดับ สีม่วงแดงเรียงซ้อนกันแน่น ปลายกลีบแหลม ภายในมีดอกย่อยสีเหลือง ทยอยบานจากโคนช่อไปยังปลายช่อ

ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae

ประโยชน์ : หน่ออ่อน เหง้าอ่อน และช่อดอกอ่อน กินเป็นผักสดหรือต้มจิ้มน้ำพริก โดยลอกกลีบประดับและดอกที่บานแล้วออก แกะเฉพาะดอกภายในกินกับน้ำพริก อาหารรสจัด หรือซอยใส่ในแกงเผ็ดต่าง ๆ ส่วนใบอ่อนกินสดร่วมกับอาหารเช่นกัน ช่วยดับกลิ่นคาวและทำให้เจริญอาหาร มีเฉพาะในช่วงฤดูฝนเท่านั้น

สรรพคุณทางสมุนไพร : เหง้าช่วยขับระดูให้หญิงหลังคลอด แก้เหน็บชา แก้ปวดท้อง ช่วยขับลมในกระเพาะ แก้ท้องเสีย สำไส้อักเสบ แก้ปวดฟัน โรคผิวหนัง ใช้ทาแผลป้องกันการติดเชื้อ ช่วยสมานแผล แก้เลือดกำเดาไหล ปัจจุบันมีการผลิตเป็นครีมสำหรับทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ใบแก้ไข้ ดอกแก้ช้ำใน ช่วยขับระดู นอกจากนี้ชาวไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) บดเหง้าแห้งเป็นผง ชงน้ำดื่มบำรุงเลือด หรือตำผสมกับสุราทาแก้ปวดขา พอกแก้ฟกช้ำ แก้สิว หรือหั่นเป็นแว่นร้อยข้อมือเด็กเพื่อกันผี

การขยายพันธุ์ : ไพลชอบดินปนทราย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดครึ่งวัน นิยมขยายพันธ์ในฤดูร้อนถึงฤดูฝน โดยการแยกเหง้าที่มีรากติดมาปลูก ตัดลำต้นเหนือดินทิ้ง วางให้ด้านที่แตกหน่อตั้งขึ้น กลบดินให้พอแน่น รดน้ำสม่ำเสมอ ถ้าต้องการนำเหง้ามาใช้ประโยชน์ควรขุดหลังจากปลูกแล้ว 10 เดือน

นิเวศวิทยา : กระจายพันธุ์ในเขตร้อนของเอเชีย

ดาหลา (Torch Ginger)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Etlingera elatior (Jack) R.M. Sm.

เป็นพืชวงศ์เดียวกับขิง ข่า นิยม ปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก มีลำต้นเป็นเหง้าทอดเลื้อยใต้ดิน เจริญเป็นกอสูงกว่า 2 เมตร

ใบ : รูปขอบขนานเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ปลายใบเรียวแหลม ใต้บีม่วงแดง ยาวกว่า 50 ซม.

ดอก : ช่อดอกออกจากเหง้าใต้ดินชูตั้งขึ้นสูง กลีบรองดอกมีทั้งสีแดงอมชมพูและสีขาว ดอกบานได้นานกว่าหนึ่งเดือน จนติดผลดอกดกในช่วงฤดูฝน

ชื่อวงศ์ : Zingiberales

ประโยชน์ : หน่ออ่อนนำมาปอกเปลือกนอกออก ส่วนลำต้นเนื้อดินปอกเปลือกนอกออกให้เหลือแต่แกนกลางแล้วนำมาลวกหรือกินสดรสเผ็ดซ่า ส่วนดอกตูมนิยมกินกลีบรองดอกสีชมพูหรือขาว มีรสเปรี้ยว ชาวใต้นิยมซอยทั้งหน่อ แกนกลางและดอกใส่ข้าวยำหรือกินกับน้ำพริก บ้างก็นำกลีบรองดอกใส่ในแกงเผ็ด แกงกะทิแกงคั่ว หรือทำเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย

สรรพคุณทางสมุนไพร : ดอกดาหลามีสรรพคุณทางสมุนไพร แก้โรคผิวหนัง ลมพิษ และมีฤทธิ์ในการขับลม

การขยายพันธุ์ : ดาหลาชอบดินชุ่มชื้น มีอินทรียวัตถุสูง แสงแดดครึ่งวันถึงรำไรขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อมาปลูกในฤดูร้อนหรือฤดูฝน โดยตัดลำต้นเหนือดินให้เหลือประมาณ 30 ซม. แล้วปลูกลงพื้นที่ที่เตรียมไว้ กลบดินให้พอมิดเหง้า รดน้ำสม่ำเสมอ ไม่นานก็แตกหน่อใหม่ ถ้าปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านจะให้ร่มเงาได้ดี

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยพบทั่วทุกภาคตามป่าดิบชื้น

ซ่อนกลิ่น (Tuberose)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Polianthes tuberose L.

เป็นไม้หัวล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวสะสมอาหาร ต้นสูงถึง 1.20 เมตร

ใบ : เป็นใบรูปแถบ ยาว 45 – 50 ซม. ปลายใบแหลม

ดอก : ช่อดอกออกที่กลางต้น ชูขึ้นสูงถึง 1 เมตร มี 40 – 90 ดอกต่อช่อ สีขาว มีทั้งกลีบดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน บานจากโคนไปยังปลายช่อ มีกลิ่นหอมแรงตอนกลางคืน

ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE

ประโยชน์ : ดอกนำมาผัดหรือใส่ในแกงจืด ในต่างประเทศใช้ผสมในช็อกโกแลตเพื่อเพิ่มความหอม มีมากในฤดูฝน ในอดีตนิยมใช้ในงานศพ แต่ด้วยสีสันและรูปลักษณ์ของช่อดอกปัจจุบันเป็นไม้ตัดดอกที่มีราคาและเป็นที่นิยมทั้งงานมงคลและอวมงคล ในต่างประเทศนำมาสัดทำน้ำหอม และใช้บำบัดโรคด้วย อโรมาเทอราปี

การขยายพันธุ์ : ซ่อนกลิ่นชอบดินร่วน ระบายน้ำดี แสงแดดจัดถึงคร่งวัน ขยายพันธุ์โดยการแยกหัวมาปลูกใหม่ สามารถปลูกเป็นไม้ประดับในบ้านได้ สำหรับต้นที่ออกดอกแล้ว ควรขุดหัวข้นมาแล้วพักหัวในที่ร่มเลือกหัวที่สมบูรณ์ในฤดูต่อไป

กัญชา (Cannabis, IndianHemp, Marihuana, Kif, Hashish, Hask, Bhang, Charas, Reefer, Cannabis, Pot)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cannabis sativa Linn., C. indica Lamk.

เป็นพืชล้มลุกอายุ 1 ปี

ใบ : เป็นใบเดี่ยวขอบหยัก มี 5-6 แฉก ต้นตั้งตรง สูงราว 1-2 เมตร

ดอก : ตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกันอยู่คนละต้น ใบมีกลิ่นเหม็นเขียวดอกช่อสีเหลือง ต้นตัวเมียจะมีช่อดอกและใบหนาแน่นมากกว่าต้นตัวผู้ ยอดตัวเมียที่มีช่อดอกอัดกันแน่น เรียกว่ากะหรี่ ซึ่งนำมาเสพ

ผล : เท่าลูกผักชี

พิษ เป็นยาเสพติด ใช้เกินขนาดทำให้ประสาทมึนชา คอแห้ง กระหายน้ำ อยากอาหารหวาน ตกใจง่าย ขบขันโดยไม่มีสาเหตุ เกิดความผิดปกติในการเห็น การได้ยิน ความจำเสื่อม สับสน หวาดกลัว

ชื่อวงศ์ : Cannabidaceae

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสเมาเบื่อ แก้หอบหืด เจริญอาหาร ชูกำลัง, ยอดอ่อน รสเมาเบื่อ ดองเหล้า แก้โรคเกี่ยวกับระบบประสาท ทำให้นอนหลับ แก้อักเสบ ระงับปวด แก้สมองพิการ แก้บิด ปวดท้อง ท้องร่วง แก้กล้ามเนื้อกระตุก, ดอก รสเมาเบื่อ ยอดขณะออกดอกแน่น เรียกกว่ากะหรี่ แก้โรคเส้นประสาท นอนไม่หลับ เจริญอาหาร กัดเสมหะในคอ

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

นิเวศวิทยา : ประเทศอินเดีย

กะเพรา (Sacred Basil, Holy Basil)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Ocimum sanctum Linn.

กะเพาเป็นไม้ล้มลุก ขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-4 ฟุต มีกลิ่นหอม มีขน ลำต้นแก่แข็ง เป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู นิยมใช้เป็นยาและ เพราะมีฤทธิ์แรงกว่ากระเพราขาว

ใบ : ใบและกิ่งก้านสีเขียว ดอกขาวแซมเขียว กะเพราแดง ใบและกิ่งก้านสีแดงเข้มถึงม่วง ส่วนยอดจะแดงเข้ม

ดอก : สีม่วงชมพู

เมล็ด : มีเมล็ดเล็กๆ สีดำ

ชื่อวงศ์ : Labiatae

ประโยชน์ : น้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์ฆ่าแมลงและยุง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อวัณโรค

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุไฟ ขับลม ทำให้เรอ แก้จุกเสียด แก้ปวดท้อง แก้ลมตานซาง คั้นน้ำดื่ม ขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสหะ แก้กลาก เกลื้อน หยอดหูแก้ปวดหู ทาผิวหนัง ชงกับน้ำร้อนดื่มบำรุงธาตุ ขับลมในเด็กอ่อน, รากและต้น รสเผ็ดร้อน บำรุงธาตุ แก้ไข้สันนิบาต แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุดเสียด แก้พิษตานซาง, เมล็ด รับประทาน บำรุงเนื้อให้ชุ่มชื้น

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปลูกได้ทั่วไปในเขตร้อน

กระวาน (Camphor Seeds)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Amomum krervanh Pierre., A. cardamomun Linn.

ชื่ออื่น : กระวานโพธิสัตว์, กระวานจันทร์, กระวานขาว, กระวานแดง, กระวานดำ, กะวานไทย

ชื่ออื่น(ภาษาอังกฤษ) : Round Siam Cardamon, Best Cardamon, Clustered Cardamon

พืชล้มลุกจำพวกเหง้า สูงประมาณ 3 เมตร ส่วนมาก หมอนิยมใช้ กระวานแดง หรือเรียกว่า กระวานดำ มีเนื้อมาก เรียกว่า กระวานโพธิสัตว์ ซึ่งสมัยก่อนนำเข้ามาจากเมืองโพธิสัตว์ประเทศเขมร ทางภาคตะวันออกของไทยก็มีปลูกกันบ้าง มีฤทธิ์แรงกว่าชนิดอื่น นิยมใช้ทำยาผงส่วนยาต้มนิยมใช้กระวานขาวซึ่งปลูกมากที่จังหวัดจันทบุรี, ตลาด, กาญจนบุรี, อทัยธานี เกิดตามป่าดงดิบเขาสูง เช่น จันทบุรี, ประจวบศีรีขันธ์, เขาใหญ่ เป็นต้น

ใบ : รูปหอกยาว

ดอก : ออกจากเหง้าเป็นช่อทรงพุ่ม สีเหลือง ผลกลมสีขาวนวล สีน้ำตาลอ่อน หรือ สีแดง

เมล็ด : ภายในดอกมีเมล็ดสีน้ำตาลไหม้ติดกันเป็นกลุ่มก้อน

ผล : อยู่ติดกับก้านรวมกันเป็นช่อกระวานมีหลายพันธุ์

ชื่อวงศ์ : zingiberaceae

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสเผ็ดร้อนหอม ขับลมให้ผายเรอ ขับเสมหะ แก้ไข้เซื่องซึม แก้รำมะนาด แก้ลม ให้ปิดธาตุ ให้ความอบอุ่น นำมากลั่นได้การบูร, ดอก รสเผ็ดร้อน แก้ตาเจ็บ ตาแฉะ ตามัว, ลูก รสเผ็ดร้อน ขับเสมหะ ขับโลหิต ขับลม บำรุงธาตุ กระจายเลือดและลมให้ซ่าน ปรุงร่วมกับยาถ่ายอื่นๆ ป้องกันไม่ให้จุกเสียดและไซ้ท้อง นำลูกมาแช่ในแอลกอฮอล์ได้น้ำยาสีแดง รับประทาน บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ท้องอืดเฟ้อ ระบายอุจจาระธาตุ ใช้ปรุงอาหาร, เหง้าหน่อ รสเผ็ดร้อนหอม กิน ขับพยาธิที่อยุ่ในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและแยกหน่อ

กระต่ายจาม


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Centipeda minima (Lin) A.Br. & Ascher.

ชื่ออื่น หญ้าจาม(เชียงใหม่), หญ้ากระต่ายจาม, เหมือดโลด(โคราช), หญ้าผมยุ่ง, กระต่ายจันทร์, สาบแร้ง(กลาง), โฮ่วเกี๋ยอิ้มเจี๋ยเช้า(จีน)

เป็นไม้ล้มลุก อายุ 1 ปี ลำต้นทอดตามพื้น ชูปลายตั้ง แต่กิ่งก้านมาก ต้นอ่อนมีขนยุ่งคล้ายใยแมงมุม

ใบ : รูปช้อนปลายมน โคนสอบแคบ ขอบหยักข้างละ 2-3 ซี่ ใบอ่อนจะมีขนยุ่ง แก่เข้าขนหมดไป

ดอก : ช่อเป็นกระจุกตามง่ามใบ กลุ่มทรงกลมกลีบสีขาว วงในเหลือง หรือแต้มม่วง

เมล็ด : รูปขอบขนาน สีขาว เกิดตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ริมตลิ่ง ไร่นา ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

ชื่อวงศ์ : COMPOSITAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ลำต้น รสเฝื่อนหอมแก้ช้ำใน แก้โลหิตคั่งค้าง ให้กระจายตกทวารหนัก แก้อาเจียนเป็นโลหิด ระงับพิษ ดับพิษสุรา แก้เยื่อบุตาอักเสบ บำรุงสายตา แก้ริดสีดวงทวาร แก้ปวดฟัน แก้ไข้ป่า รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร แก้ฟันผุในเด็ก แก้หวัดคัดจมูก แก้ตานขโมย แก้ไอกรน, ใบและเมล็ด มีรสเฝื่อนหอม บดเป็นผง สูดดมทำให้จาม, เมล็ด ขับพยาธิ