ถั่วพู (Winged bean)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Psophocarpus tetragonolobus (L.) DC.

เป็นไม้เลื้อย อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารขนาดใหญ่

ใบ : มีใบย่อย 3 ใบ รูปไข่

ดอก : ช่อดอกผลิจากซอกใบ รูปดอกถั่ว สีขาวหรือม่วงอ่อน ภายในมีเมล็ดสีขาว สีน้ำตาลแถมเหลือง หรือสีดำ

ชื่อวงศ์ : Leguminosae

ประโยชน์ : รากสะสมอาหารกินเป็นผักสด นำมาประกอบอาหาร หรือเชื่อมกินเป็นขนม ยอดและช่อดอกอ่อนนำมาผัดน้ำมันหรือลวกจิ้มน้ำพริก กินกับส้มตำ ฝักอ่อนที่เมล็ดยังไม่แก่ เพราะเมล็ดแก่มีสารพิษที่ความมร้อนไม่สามารถทำลายได้ ซึ่งมีผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์บางนิดในร่างกาย

สรรพคุณทางสมุนไพร : ตำรายาไทยนำรากขนาดใหญ่มาหั่น คั่วให้เหลืองและชงน้ำดื่ม ช่วยบำรุงกำลังแก้ไข แก้ แก้อ่อนเพลีย ทำให้จิตใจ ชุ่มชื่น มีรสขมเล็กน้อย มีโปรตีน 8 – 10 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 30 เปอร์เซ็นต์ และแร่ธาตุสำคัญอีกหลายชนิด เมล็ดมีโปรตีนใกล้เคียงกับถั่วเหลือง มีกรดโอเลอิกและไอโนเลอิกใกล้เคียงกับถั่วลิสงใช้สกัดน้ำมัน ทำแป้งขนมปัง และทำน้ำนม ช่วยป้องกันมะเร็งและชะลอความแก่ นอกจากนี้ยังมีกรดอีรูซิก (erucic) ที่ใช้รักษาสิวและโรคผิวหนังบางชนิด

การขยายพันธุ์ : ถั่วพูชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดจัด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด โดยหว่านเมล็ดลงในพื้นที่ปลูก ประมาณ 7 – 10 วัน ต้นจะเริ่มงอก หลังปลูกประมาณ 75 วัน จะเริ่มออกดอก ติดผลเรื่อยไป ควรทำค้างให้เลื้อยพัน และดูแลอย่าให้มีแมลงเข้าทลาย โดยหมั่นรดน้ตามยอดและใต้พุ่มใบอยู่เสมอ

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก แถบเทือกเขาตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และปาปัวนิวกินี

แตงกวา (Cucumber)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cucumis sativus L.

เป็นไม้เลื้อย อายุสั้น ลำต้นเป็นเหลี่ยม ทุกส่วนของต้นมีขนแข็งปกคลุมมีมือจับ

ใบ : คล้ายรูปหัวใจ ขอบใบหยักเว้าตื้น ๆ 3 – 5 แฉก

ดอก : แยกเพศอยู่ร่วมต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้จะผลิบานก่อนดอกเพศเมีย กลีบเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีเหลือง ดอกเพศเมียมีรังไข่รูปรีแหละมีหนามเล็กๆ ปกคคุมอยู่ใต้วงกลีบ

ผล : เมื่อติดผลรังไข่จะขยายขนาดเป็นผลรูทรงกระบอกทรงกลม มีลายสีเขียวอ่อนและหนามเล็ก ๆ เมื่อสุกแก่เปลี่ยนเป็นรหัสสีเหลืองเข้ม ภายในมีรูปมเม็ดรูปหยดน้ำแบน ๆ จำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : CUCURBITACEAE

ประโยชน์ : แตงกวานอกจากกินผลอ่อนเป็นผักสดหรือนำมาประกอบอาหารแล้วผลแก่ยังนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทั้งแกงส้ม แกงเลียงหรือนำมาผัดกับผักชนิดอื่น ๆ โดยนำมาปอกเปลือกและคว้านไส้กลางที่เป็นเมล็ดออก อร่อยไม่แพ้แตงกวาอ่อน

สรรพคุณทางสมุนไพร : รากนำมาต้มน้ำดื่มเป็นยาระบายและทำให้อาเจียนดอกตากแห้งต้มน้ำดื่มแก้โรคดีซ่าน หรือบดเป็นผงพ่นแผลในจมูกผลเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และน้ำนม ส่วนเมล็ด ช่วยขับปัสสาวะและแก้ไอ น้ำมันจากเมล็ดนำมาประกอบอาหารได้เช่นกัน

การขยายพันธุ์ : แตงกวาปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ประมาณ 7 วัน ต้นจะงอกและเจริญเติบโตต่อไป ควรทำค้างให้เลื้อยพัน และหมั่นดูแลไม่ให้มีเพลี้ยมาทำลาย ก็จะได้กินผลแน่นอน

นิเวศวิทยา : มีถิ่นกำเนิดในแถบหิมาลายัน

แตงไทย (Muskmelon)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Cucumis melo L.

เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีอายุสั้น ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุกลำต้นลายเป็นสันยาว มีมือเกาะไม่แตกแขนง

ใบ : เรียงสลับกัน รูปกลมหรือรูปโต มีแฉกตื้น ๆ 5 – 7 แฉกขอบใบหยักมน

ดอก : ช่อดอกมีทั้งดอกเพศผู้ เพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศอยู่ในต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง มี 5 กลีบ

ผล : รูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ มีลายสีเขียวเข้มสลับเขียวอ่อน เมื่อสุกมีเนื้อนุ่ม สีเหลืองอ่อนอมส้ม กลิ่นหอมหวาน

เมล็ด : มีเมล็ดรูปรีแบนจำนวนมาก

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : ผลสุกนอกจากกินเป็นผลไม้และของหวานแล้ว ผลอ่อนยังกินเป็นผักสดหรือต้มสุกจิ้มกับน้ำพริก อาจดองกิน หรือใส่ในแกงเลียงแกงส้ม ส่วนเมล็ดแก่คั่วกินได้ มีหลายพันธุ์ที่ให้รสหวานและมีกลิ่นหอม ไม่ฉุนมาก บางนำราว่าแตงไทยเหมาะกับผู้ที่มีธาตุไฟและธาตุลม

สรรพคุณทางสมุนไพร : น้ำต้มรากกินเป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน ดอกแห้งต้มน้ำดื่มแก้ดีซ่าน ผลเป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ แก้ไอ และเป็นยา ช่วยย่อย น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงอาหารได้

การขยายพันธุ์ : แตงไทยชอบดินร่วนปนทราย ไม่มีน้ำท่วมขังแฉะ มีอินทรียวัตถุสูงขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดเช่นเดียวกันแตงกวา ในช่วงฤดูฝนระวังโรครากเน่าคอดินและตั๊กแตนกันดิน

นิเวศวิทยา : มีการกระจายพันธุ์ในประเทศเขตร้อนและอบอุ่น

กระทงลาย


ชื่อทางวิทยาศาสตร์Celastrus paniculatus Willd.

ไม้พุ่มเลื้อย สูง 3-10 เมตร เนื้อไม้สีน้ำตาลแดง

ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปรี โคนสอบปลายแหลม ริมหยักละเอียดหน้าใบเรียบ ท้องใบมีเส้น 5-8 คู่ ยาว 3-6 นิ้ว

ดอก : ช่อออกที่ปลายยอด ลูกกลม 5-8 มิลลิเมตร ยาว 5-10 มิลลิเมตร

ผล :ผลแก่จะแตกออกเป็น 3 ห้อง เห็นเมล็ดสีแดง เกิดตามป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณชื้นทั่วไป

ชื่อวงศ์ : CELASTRACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบ รสขมฝาดเมา แก้บิด กระตุ้นประสาท ถอนพิษเฝื่อน ลูก รสขมเมา แก้จุกเสียด บำรุงเลือด แก้พิษงู แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ขับเหงื่อ แก้ไข้จับ แก้เหน็บชา เมล็ด รสขมเมา แก้อัมพาต แก้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ แก้ไข้ น้ำมันจากเมล็ด รสร้อนเมา แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

กระไดลิง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Bauhinia horsfieldii Mc. Brid.

ไม้เถา เลื้อยพากพันต้นไม้ใหญ่ เถาแบนๆโค้งไปมา เป็นรูปขั้นบันได เกิดตามป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณทั่วไป

ใบ : ใบเดี่ยวแฉกลึกคล้ายใบแฝด แต่ปลายเรียวแหลมทั้งสองแฉก

ผล : เป็นฝักแบนกว้าง 1-2 นิ้ว ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว

ชื่อวงศ์ : FABACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : เถา รสเบื่อเมา แก้พิษทั้งปวง แก้ตัวร้อน แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้พิษฝี แก้ไข้เซื่องซึม

กลอย


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Dioscorea hispida Dennst He.

ไม้จำพวกหัว ต้นเป็นเถาเลื้อยไปตามดิน หรือพากพันต้นไม่อื่น

ใบ : ใบย่อย 3 ใบ คล้ายถั่ว มีหนามแหลมตลอดเถา

ดอก : ดอกเล็กๆ สีเขียวอ่อน เป็นช่อระย้า เกิดตามป่าชื้นทั่วไป

ชื่อวงศ์ : DIOSCOREACEAE

สรรพคุณทางสมุนไพร : หัว รสเมาเบื่อ กัดเถาดานในท้อง หุงเป็นน้ำมันใส่แผลกัดฝ้ากัดหนอง

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์โดยแยกหน่อ

ตำลึง


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Coccinia grandis (L.) Voigt

ชื่ออื่น คนเมืองเหนือเรียก ผักแคบ กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอนเรียก แคเค๊าะ บางท้องถิ่นเรียก ผักสี่บาท

ตำลึงเป็นไม้เลื้อย มีเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว สีเขียว ลักษณะใบค่อนข้างกลม มีเหลี่ยมหักเป็น 5 มุม เรียงสลับกัน

ใบ : ใบเว้าลึกเป็นแฉกสวยงามทีเดียว ความกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร มีมือเกาะเป็นเส้นยาว เพื่อพยุงตัวให้มีหลัก เพื่อจะเลี้อยไปตามต้นไม้ต่างๆ หรือสิ่งอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง มือเกี่ยวเหนียวๆ จะงอกออกตามข้อของลำต้น ตำลึงออกดอกเป็นสีขาวรูปคล้ายกับระฆัง

ผล : เมื่ออ่อนอยู่จะเป็นสีเขียวมีลายสีขาวนวล คล้ายกับผลแตงกวาแต่มีขนาดเล็กกว่า เมื่อผลแก่สีจะออกเป็นสีแดง มีรสออกขม ต้นตำลึงมักขึ้นตามริมรั้ว ข้างถนน ป่าละเมาะ เจริญงอกงามได้ดีในดินทั่วไป

ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae

ประโยชน์ : นำมาปรุงอาหารรับประทานได้ เช่น แกงจืดหมูบะช่อหรือหมูสับ

สรรพคุณทางสมุนไพร : เป็นยาช่วยลดน้ำตาลในเลือด

การขยายพันธุ์ : นำเมล็ดมาเพาะปลูกหรือนำเถาที่แก่กำลังเหมาะมาปักชำ ยาแก้แพ้ แก้คัน แก้อักเสบ จากแมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้ง เนื่องจากมีเอนไซม์อะไมเลส

มะระ (Bitter Cucumber, Balsum Pear)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Momordica charantia L.

ชื่ออื่น ภาคเหนือ มะไห่ มะห่อย มะนอย กะเหรี่ยง, แม่ฮองสอน สุพะซู สุพะเด สงขลา ผักเหย, นครศรีธรรมราช ผักไห่, ภาคกลางบางแห่ง มะร้อยรู

ต้นมะระเป็นเถาไม้เลื้อยไปได้ มีมือเป็นเส้นยาวเกาะเกี่ยวสิ่งต่าง ๆ เพื่อความมั่งคงของลำต้น เลื้อยพันไปตามกิ่งไม้ต่าง ๆ บนค้างหรือสิ่งที่อยู่ใกล้

ใบ : ใบมะระมีสีเขียว มีแฉกหยัก เป็นพืชใบเดี่ยว

ดอก : ออกดอกเป็นสีเหลือง มีดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย อยู่คนละดอก

ผล : ผิวของผลมะระนั้นขรุขระ สีขาวอมเขียว มะระขี้นก ผลเล็ก ๆ ยาวประมาณ 2-3 นิ้วเศษ หากเป็นมะระจีนมีผลยาวประมาณ 5 นิ้ว ถึง 1 ฟุต อยู่ที่การบำรุงรักษาและการเพราะปลูก

ชื่อวงศ์ :Cucurbitaceae

สรรพคุณทางสมุนไพร : ช่วยเจริญอาหาร รักษาชันนะตุ รักษาอาการเบาหวาน

พลู (Betel)


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Piper betle Linn.

ชื่ออื่น พลูเคี้ยว, พลูบ้าน, เปล้าอ้วน ซีเก๊าะ (มลายู – นราธิวาส ), พลูจีน (ภาคกลาง)

พลูเป็นไม้เลื้อย เป็นประเภทไม้เนื้ออ่อน มีข้อและปล้องชัดเจน มีลำต้นเป็นเถา มีรากงอกตามปล้อง ที่ข้อมีรากสั้น ๆ ออกรอบข้อ เป็นลักษณะมือเกาะ มักนิยมทำจากไม้เสา ไม้ปักหลัก หรือปลูกขึ้นตามต้นไม้อื่น มีสองสายพันธุ์คือ พลูเขียวและพลูเหลือง เถาแก่ส่วนเหง้า เป็นสีเทาผิวขรุขระเป็นปล้องมีรากตามปล้อง เถากลางอ่อนกลางแก่ เรียกว่าเถาพอเพสลาด จะเป็นสีน้ำตาลปนเทา เถาอ่อนส่วนยอดจะเป็นสีน้ำตาลปนแดง ความโตของเถาส่วนเหง้าประมาณเท่าหัวแม่มือ นิ้วมือ ปากกา แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์

ใบ : เป็นใบเดี่ยวติดกับลำต้นแบบสลับ ลักษณะของใบแหลมคล้ายใบโพมีผิวใบมัน โกบมาด้านหน้าใบ ใบโต ปลายใบแหลม มีก้านใบยื่นออกจากปล้องเถาใบเดี่ยวรูปใบพลู มีดอกคล้ายดอกช้าพลู ใบอ่อนสีเขียว ใบแก่สีเหลือง

รสกลิ่น : ราก ต้น ผล ใบ ดอก รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม-ร้อน

การปรุงยา : นำต้นชะพลูทั้งต้นล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาหั่นเป็นท่อนสั้นๆ ประมาณ 2 กำมือ ใส่น้ำลงประมาณ 4 แก้ว เคี่ยวจดงวดเหลือน้ำประมาณ 2 แก้ว ต้มเป็นยา นำมาดื่มเป็นยา

ชื่อวงศ์ : Piperaceae

ประโยชน์ : คนไทย คนลาว และคนพม่ามักนิยมนำมาเคี้ยวกับหมากและแก่นคูณ แต้มด้วยปูน สีฟันด้วยยาสูบ เคี้ยวปนสีเสียด จึงเป็นพืชที่คู่วัฒนธรรมท้องถิ่นโบราณ

สรรพคุณทางสมุนไพร : รสเผ็ดร้อนแก้ลมพิษ ลมในลำไส้ แต้มปูนต้มจิบแก้ไอ ตำผสมปูนพอกรอบหัวผีดูดหนอง พอกแผลสด ห้ามเลือด ตำดองสุราขาวหรือแอลกอฮอล์ ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ ปิ้งหรือลนไฟประคบลดอาการอักเสบแผลฟกช้ำ รักษาอาการโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ส่วนรากรักษาอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ช่วยย่อย

การขยายพันธุ์ : ขยายพันธุ์ด้วยการปักกิ่งชำ ใช้ลำดับต้น 3-5 ข้อ ปักชำจนรากงอกพอสมควร ย้ายกล้าปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ทำค้างให้เถาพลูเลื้อย คอยดูแลความชุ่มชื้นและควรอยู่ในที่แสงแดดรำไร กำจัดวัชพืชและศัตรูพืช จำต้องให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ เช่น 15 วันต่อครั้ง

นิเวศวิทยา : พลูถือว่าเป็นไม้ไทย หรือไม้เทศในเมืองไทย เพราะพบในประเทศไทย ลาว กัมพูชา

ส้มป่อย


ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Acacia concinna (Willd.) D.C.

ชื่ออื่น เครือส้มป่อย

ไม้พุ่มรอเลื้อย เป็นเครือมีหนาม คล้ายผักขา ปักหละ ชะอม ส่วนยอดคล้ายยอดชะอมหรือผักขา ยอดส้มป่อยสีจะออกแดงน้ำตาล มีรสเปรี้ยว เป็นเครือมีหนามตามลำต้น กิ่ง ก้านและใบ คล้ายผักขา ปักหละ ชะอม ส่วนยอดคล้ายยอดชะอมหรือผักขา ยอดส้มป่อยสีจะออกแดงน้ำตาล มีรสเปรี้ยว หนามอยู่ตามต้นออกสีน้ำตาลดำ ถ้ามีอายุมากจะไม่มีหนาม

ใบ : ประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาว 7-20 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก เริ่มออกดอกเดือน 3-4 เมล็ดออกสีดำแก่เมื่อเข้าเดือน

ดอก : 6 ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ เป็นช่อกลม กลีบดอกเป็นหลอด สีนวล ดอกคล้ายดอกกระถิน สีขาวปุยอมน้ำตาล ทรงกลม ฝักแก่ ความยาวประมาณ 1นิ้ว แบน อ้วน เป็นปล้องสีน้ำตาลอมเหลืองเรื่อๆ

ผล : ผลเป็นฝัก สีน้ำตาลดำ ผิวย่นขรุขระ ขอบมักเป็นคลื่น

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE – MIMOSOIDEAE

ประโยชน์ : ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริก จิ้มแจ่ว หรือใช้ปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น แกงส้ม ต้มยำ ต้มปลาให้รสเปรี้ยว ใช้แทนน้ำมะขามเปียกหรือใส่ร่วมกันก็ได้ มีมากในฤดูฝน

สรรพคุณทางสมุนไพร : ใบรสเปรี้ยว ขับเสมหะ เป็นยาระบาย ยอดอ่อนใส่ต้มปรุงอาหาร ทำเป็นยาอบ ยาประคบ ขับของเสียออกจากร่างกายแต่แสลงต่อโรคน้ำเหลืองเสีย เครือ เปลือกเครือ สมานแผล สมานลำไส้ แก้ถ่าย บิด ท้องเสีย ควรนำมาปิ้งไฟก่อนต้มน้ำกินรักษาอาการท้องเสีย ถ่ายจะได้ไม่หยดกะทันหัน จะไม่ชวนอาเจียน

ต้นไม้สัญลักษณ์ : เกร็ด ส้มป่อยเป็นไม้มงคลของไทย ควรปลูกในทิศเหนือ จะช่วยป้องกันสิ่งเลวร้ายหรือภูตผีให้กับบ้านเรือนได้ นอกจากนี้ชาวเหนือยังนำฝักส้มป่อยมาปิ้งไฟพอเหลือง แช่ในน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้ไปทำน้ำมนต์ หรือในงานเผาศพ เจ้าภาพจะเตรียมน้ำส้มป่อยให้ผู้ร่วมงานใช้ล้างหน้าหลังเผาศพ เพื่อปัดเป่าความเศร้าโศกให้หายไป บ้างก็นิยมพกฝักส้มป่อยไปในงานศพ เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจหรือสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ในวันสงกรานต์ ชาวเหนือจะนำฝักส้มป่อย ดอกคำฝอย และดอกสารภี แช่น้ำจนมีสีเหลืองของดอกคำฝอย เรียกว่าน้ำขมิ้นส้มป่อย ใช้สรงน้ำพระและรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่

การขยายพันธุ์ : ส้มป่อยชอบดินร่วน ระบายน้ำดี แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำหรือตอนกิ่ง ชาวเหนือนิยมปลูกเป็นไม้ริมรั้วในสวนหลังบ้าน โดยทำเป็นซุ้มไม้ให้ต้นพาดเลื้อย เพื่อสะดวกในการเก็บไปใช้ประโยชน์

นิเวศวิทยา : เป็นไม้ป่า ชอบอยู่กับต้นไม้อื่นแบบพึ่งพาพาดพันไม้ที่ใหญ่ดิน จอมปลวก ดินร่วนปนทรายแบบดินดง ไม้อยู่เดี่ยวไม่มีต้นไม้อื่นจะอยู่เป็นพุ่มแข็งแรงพาดกันเอง อยู่ในภูมิประเทศและอาณานิคมเดียวกันกับเครืออีเลี่ยน หรืออ้อยสามสวนเครือ ชะเอมป่าหน้าคล้ายกัน ต่างกันที่รสและไม่มีหนาม